ศาลฎีกาชี้ไม่ผิด ทำตามมติครม.

รอดคดีสร้าง 396 โรงพักทดแทนงบประมาณ 5.8 พันล้าน ‘เทพเทือก’ เฮ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้องพร้อมกับพวกอีก 6 คน ชี้ไม่ผิด กรณีป.ป.ช.ยื่นฟ้องข้อหาฮั้วประมูล ระบุปฏิบัติตามมติครม.ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการและรูปแบบ ด้านเจ้าตัวดีใจไม่คิดฟ้องร้องใคร ลั่นลุยการเมืองต่อ แต่จะไม่ลงเล่นเอง ขออยู่เบื้องหลังหาคนดีทำงานให้ประเทศชาติ รุดไหว้ศาลหลักเมือง-พระแก้วมรกตขอ สิริมงคล เลขาธิการป.ป.ช.ขอดูคำพิพากษาฉบับเต็มก่อนว่าจะตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือไม่

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ก.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) สนามหลวง ศาลนัดอ่าน คำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อม.22/2565 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ, พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์, บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และนายวิศณุ วิเศษสิงห์ เป็นจำเลยที่ 1-6 กรณีร่วม ฮั้วประมูลโครงการสร้างโรงพักทดเเทนโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก (แฟลตตำรวจ)

คดีนี้ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์ สรุปว่า ระหว่างวันที่ 9 มิ.ย.52-18 เม.ย.56 จำเลยที่ 1 เเละที่ 2 เปลี่ยนแปลงแนวทางจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง จากราคาภาคแยกสัญญา มาเป็นการรวมจัดจ้างก่อสร้างไว้ที่ส่วนกลางสัญญาเดียว จำเลยที่ 5 เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยจำเลยที่ 6 ยื่นเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาได้เสนอราคาต่ำอย่างผิดปกติ จำเลยที่ 3-4 ในฐานะคณะกรรมการประกวดราคา ไม่ตรวจสอบราคาที่ผิดปกติดังกล่าว และ ได้นำเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคานั้นไปใช้ในการขออนุมัติจ้างและใช้ประกอบ เป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา

ต่อมาจำเลยที่ 5 ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา เป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1,2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำเลยที่ 3,4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151,157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10,12 กับลงโทษจำเลยที่ 5, 6 ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิด

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ศาลฎีกาคดีนักการเมืองได้นัดพิจารณาครั้งแรก และได้อ่านอธิบายคำฟ้อง พร้อมสอบคำให้การจำเลยทั้ง 6 ให้การปฏิเสธข้อต่อสู้คดี ศาลจึงกำหนดวันนัดไต่สวนพยานโจทก์ 3 นัด ครั้งเเรก วันที่ 2,30 มิ.ย.เเละวันที่ 7 ก.ค.นี้ และนัดไต่สวนพยานจำเลยวันที่ 19, 21, 26 ก.ค. จนเสร็จสิ้นแล้วจึงนัดคู่ความฟังคำพิพากษาในวันและเวลาดังกล่าว

สำหรับวันเดียวกันนี้ นายสุเทพเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ มีนายถาวร เสนเนียม อดีตรมช.มหาดไทย นายณัฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรมว.กระทรวงศึกษาธิการ เเละนางทยา ภรรยา นายจุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร เเละกลุ่มเเกนนำ กปปส.เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ

สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อพิจารณาพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2548 มาตรา 4(1) และมาตรา 10 กับระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ข้อ 13 ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการอนุมัติ ประกอบบันทึกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 9 ม.ค.52 ที่อ้างข้อเท็จจริงตามบันทึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 11 พ.ย.51 เพื่อเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีขออนุมัติให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดประเด็นที่ประสงค์จะให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินโครงการสถานีตำรวจเพื่อประชาชน (ทดแทน) โดยเป็นโครงการผูกพันงบประมาณ 3 ปี ตั้งงบประมาณปี 2552-2554 ซึ่งเป็นไปตาม พระราชกฤษฎีกาและระเบียบดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสงค์ขอเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนภาครัฐจากวิธีแปลงสินทรัพย์เป็นวิธีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่านั้น ประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 8 ข้อ 27 และข้อ 29 กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้ให้ความเห็นชอบวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2552 ที่ว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) … ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ โดยให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และให้ยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ก.พ.2552 เรื่อง การปรับปรุง แก้ไขมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันงบประมาณในข้อ 1.2 และข้อ 1.6 ตามหนังสือสำนักงบประมาณที่ นร 0704/ 097 ลงวันที่ 28 พ.ย.51

ทั้งนี้ ให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เห็นว่าเมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ก่อสร้างอาคารใหม่ทดแทนเรียบร้อยแล้ว ควรดำเนินการรื้อถอนอาคารเดิมเพื่อความปลอดภัยในการใช้อาคาร และเพื่อมิให้เป็นภาระแก่ภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณซ่อมแซมและดูแลรักษาไปพิจารณาดำเนินการด้วย เป็นการอนุมัติหลักการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) เฉพาะเรื่องเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนภาครัฐจากเดิม โดยวิธีแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ตามที่บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด เสนอ เป็นวิธีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอเท่านั้น ไม่รวมรูปแบบการจัดจ้าง แนวทางการจัดจ้าง หรือวิธีการจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของหัวหน้าส่วนราชการจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลโดยทั่วไป ซึ่งการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึง ไม่เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบบราชการ และระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ จําเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

ทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า กระบวน การเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างได้รับการพิจารณา เหตุผลความจำเป็นโดยมีมูลเหตุข้อขัดข้องในทางกฎหมาย แล้วเสนอขึ้นมาตามลำดับบังคับบัญชาจนถึงจำเลยที่ 2 โดย ผู้บังคับบัญชาในแต่ละลำดับชั้น รวมทั้งพล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ เจ้าหน้าที่พัสดุสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ท. พงศพัศ พงษ์เจริญ ต่างพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยให้ดำเนินการตามที่สำนักงานส่งกำลังบำรุงเสนอ ซึ่งพล.ต.ท.พงศพัศ เคยเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางดำเนินการจัดจ้างที่เคยพิจารณาข้อดีข้อเสียของแนวทางวิธีการจัดจ้างที่เสนอมาใหม่ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่อาจเป็นไปได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ใช้อำนาจครอบงำสั่งการให้มีการเสนอขอเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้าง หรือมีพฤติการณ์ที่มิชอบแต่อย่างใด

แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบการจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 8 ข้อ 27 และข้อ 29 แล้ว ทั้งการกำหนดรูปแบบการจัดจ้าง แนวทางการจัดจ้าง และวิธีการจัดจ้าง มิใช่เรื่องที่ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา แม้จำเลยที่ 2 ขออนุมัติต่อจำเลยที่ 1 โดย ไม่เสนอให้นายกรัฐมนตรีนำเสนอเรื่องแก่คณะรัฐมนตรีพิจารณาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เคยอนุมัติวิธีการจัดจ้างตามที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ในขณะนั้นเสนอมาก่อนแล้ว การเสนอดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสายงานการบังคับบัญชาเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะอนุมัติตามที่จำเลยที่ 2 เสนอหรือไม่ ก็ไม่มีผลต่อความเห็นชอบของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่การกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบบราชการ และระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

จำเลยที่ 3 ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน คณะกรรมการประกวดราคา และจำเลยที่ 4 เป็น กรรมการและเลขานุการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง วงเงิน 6,298,000,000 บาท ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การพัสดุ พ.ศ.2535 ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง ประกาศประกวดราคาจ้างโครงการก่อสร้าง อาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อจำเลยที่ 5 จัดทำบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาในการก่อสร้าง (Bill of Quantities หรือ BOQ) ราคารวม 5,848,000,000 บาท ตามที่ได้ยืนราคาครั้งสุดท้ายส่งให้จำเลยที่ 3-4 ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยที่ 3-4 จึงมีหน้าที่ต้องนำบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาในการก่อสร้างของจำเลยที่ 5 เสนอให้คณะกรรมการประกวดราคาพิจารณา แต่จำเลยที่ 3-4 ไม่นำบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาในการก่อสร้างดังกล่าวเสนอคณะกรรมการประกวดราคา โดยรายการในส่วนของงานฐานรากที่เสนอราคาเสาเข็มตอกรูปสี่เหลี่ยมตัน ขนาด 0.30 x 0.30 x 21 เมตร มีราคาต่ำกว่าราคากลางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และราคาของกองดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดไว้ เมื่อพิจารณาเอกสารการประกวดราคา ข้อ 6.1 และข้อ 6.5 วรรคสอง แล้วเห็นได้ว่าราคาต่ำจนคาดหมายได้ว่า ไม่อาจดำเนินงานตามสัญญาได้ ต้องพิจารณาจากราคารวมเป็นสำคัญ การพิจารณาของคณะกรรมการประกวดราคา จึงต้องพิจารณาในภาพรวมตามความเหมาะสมและอยู่ภายในวงเงินที่จำเลยที่ 5 เสนอราคา และภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากราชการ

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ราคารวมที่จำเลยที่ 5 เสนอต่ำกว่าราคากลาง 540,000,000 บาท คิดเป็นเพียงร้อยละ 8.45 ไม่เกินร้อยละ 15 ตามที่กำหนดไว้ในมาตรการป้องกันหรือลดโอกาสการสมยอมกันเสนอราคาตามมติคณะรัฐมนตรีที่จะต้องจัดทำบันทึกคำชี้แจงส่งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ถือว่าไม่ใช่ราคาต่ำเกินสมควรจนคาดหมายไม่ได้ว่าอาจดำเนินงานตามสัญญาได้ และบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาในการก่อสร้างระบุราคารวมไม่เกินราคารวมที่จำเลยที่ 5 เสนอยืนราคาครั้งสุดท้าย

พฤติการณ์ดังกล่าว เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3-4 ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ทั้งทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3-4 กระทำการดังกล่าวเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 3-4 จึงไม่เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 เมื่อทางไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3-4 รู้หรือควรรู้ว่าการเสนอราคาครั้งนี้มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือกระทำโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่จำเลยที่ 5 เข้าทำการเสนอราคา จำเลยที่ 3-4 จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 ด้วย จำเลยที่ 3-4 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3-4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5-6 เป็นผู้สนับสนุน การกระทำความผิดจำเลยที่ 3-4 จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงไม่มีความผิด ตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

‘เทือก’เฮ – นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ โบกมือให้กองเชียร์ ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องคดีฮั้วสร้าง 396 โรงพักทดเเทน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ สนามหลวง เมื่อวันที่ 20 ก.ย.

ด้านนายสุเทพให้สัมภาษณ์ หลังฟังคำตัดสินคดีว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับตน ต้องตกอยู่ภายใต้กระแสการโจมตี ว่าเป็นคนเลวคนทุจริต ตั้ง 8-9 ปี แต่ก็อดทนอดกลั้น แล้วอาศัยความจริง อาศัยสัจจะ เข้ามาต่อสู้ วันนี้สำหรับคนที่เป็นคนดีทั้งหลาย สมควรจะมีกำลังใจ ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเราทำความดีให้กับชาติบ้านเมืองและประชาชน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คุ้มครองเรา และก็ถือโอกาสนี้กราบเรียนว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่ายนั้น อำนาจตุลาการ ซึ่งศาลเป็นผู้ใช้อำนาจ ยังเป็นที่พึ่งที่หวังเป็นหลักของบ้านเมืองได้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นคนที่ยึดมั่นในหลักการ คนที่ยึดมั่นในระบบ ก็ขอให้มีกำลังใจ สำหรับตนที่ทุกข์ทรมานใจมา 8-9 ปี วันนี้ก็ถือว่าพ้นทุกข์ พ้นโศก พ้นเคราะห์เสียที ก็จะเดินหน้าทำงานให้กับประเทศชาติและประชาชน ตามอุดมการณ์ต่อไป

“ในชีวิตของผมได้ทุ่มเททำงานให้กับบ้านเมือง ให้กับประชาชนด้วยความสุจริต ผมไม่ได้มีใจคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน ต่อบ้านเมือง ต่อประชาชน ไม่ใช่คนทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกอย่างได้พิสูจน์แล้ว ใครที่เคยกล่าวหาโจมตีผมก็อโหสิให้” นายสุเทพกล่าว

นายสุเทพกล่าวว่าหลังให้สัมภาษณ์จะไปสักการะศาลหลักเมือง และพระแก้วมรกต เพราะเวลาเราต่อสู้คดีทุกวันเราได้ตั้งสัตย์อธิษฐาน ว่าเราใช้ความจริงในการต่อสู้ ไม่ได้คิดจะไปตอบโต้ใคร

ส่วนเส้นทางการเมืองนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องการสนับสนุนพรรคการเมืองของประชาชน ที่ได้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลัง ซึ่งในช่วงแรกของการเข้าไปร่วมตั้งพรรคยังถูกโจมตีในเรื่องคดี วันนี้พอพ้นคดี ก็คิดว่าประชาชนที่มีความคิดเดียวกันจะมีกำลังใจมากขึ้น และจะช่วยกันทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไป แต่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่จะช่วยคนดีๆ มาเป็นนักการเมือง เพื่อชาติเพื่อประชาชน ช่วยพรรค แต่ว่าจะไม่กลับไปเป็นนักการเมืองเองแล้ว เพราะลั่นสัจจะวาจาไว้แล้วตอนเดินขบวน

เมื่อถามว่าพรรครวมพลังควรจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่าเรื่องนี้ต้องไปถามสมาชิกพรรค ดูสถานการณ์ก่อนพล.อ. ประยุทธ์ จะอยู่รอดวันที่ 30 ก.ย.นี้ หรือไม่ ยังไม่รู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังให้สัมภาษณ์แล้วนายสุเทพได้เดินเท้าจากด้านหลังศาลฎีกาไปยังศาลหลักเมือง และวัดพระแก้ว เพื่อ สักการะ ตามที่ประกาศไว้

ด้านนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องนายสุเทพ กับพวกรวม 6 ราย ซึ่งมี ป.ป.ช.เป็นผู้ฟ้องคดีว่า เบื้องต้นสำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช.ต้องขอคัดสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มมาพิจารณา และวิเคราะห์ก่อน หลังจากนั้นจึงส่งไปยังที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ตามกฎหมายศาลฎีกาฯ ฉบับใหม่ เปิดช่องให้โจทก์และจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาอีกครั้งได้ เรื่องนี้คงต้องรอดูว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะอุทธรณ์เรื่องนี้หรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน