ชดเชยขาดดุลเพิ่มสภาพคล่องยันอยู่ในกรอบ

ครม.อนุมัติกู้อีก 1 ล้านล้าน ตามมติก่อหนี้สาธารณะใหม่ นำ 6.95 แสนล้านไปชดเชยการ
ขาดดุลงบฯ เสริมสภาพคล่องกฟผ.-กองทุนน้ำมันอีกกว่าแสนล้าน ภายใต้แผนบริหารหนี้สาธารณะปี 2566 ที่มุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รองรับเศรษฐกิจผันผวนจากราคาน้ำมันโลก สงครามรัสเซีย-ยูเครน คาดหนี้สาธารณะพุ่ง 60.43% ยังไม่เกินร้อยละ 70 ตามกรอบบริหารหนี้สาธารณะ

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2566 ประกอบด้วย 1.แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1,052,785.47 ล้านบาท 2.แผนการบริหารหนี้เดิม วงเงิน 1,735,962.93 ล้านบาท และ 3. แผนการชำระหนี้วงเงิน 360,179.68 ล้านบาท

โดยประมาณร้อยละ 80 ของแผนการก่อหนี้ใหม่ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2566 เป็นเงินกู้เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เช่น คมนาคม การศึกษาและวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคม สาธารณูปการ และสาธารณสุข เป็นต้น โดยเป็นการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และรองรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ตลอดจนสถานการณ์ความไม่สงบ ระหว่างรัสเซียและยูเครน

สำหรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบ ประมาณ 2566 ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.การก่อหนี้ใหม่ โดยส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลปีงบประมาณ 2566 วงเงิน 695,000 ล้านบาท การกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องคงค้างให้เพียงพอกับการเบิกจ่าย วงเงิน 45,000 ล้านบาท การกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ กฟผ. วงเงิน 85,000 ล้านบาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และการกู้เงินเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกวงเงิน 16,210.90 ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าระยะที่ 2 (กฟภ.) วงเงิน 13,438.31 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างพอเพียง โครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตอน สถาบันวิจัยแสงซินโครตอน วงเงิน 9,352.89 ล้านบาท เป็นต้น

2.การบริหารหนี้เดิม ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และบริหารความเสี่ยงหนี้เดิม เช่น การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล งบฯ / เมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้และการบริหารหนี้ ที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ 2566 วงเงิน 854,354.16 ล้านบาท และที่จะครบกำหนดในปีงบประมาณ 67-70 วงเงิน 225,000 ล้านบาท การกู้เงินเพื่อชดเชยความเสียหายให้กองทุน FIDF วงเงิน 202,663 ล้านบาท การกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 วงเงิน 195,490.01 ล้านบาท เป็นต้น

3.การชำระหนี้ ประกอบด้วยแผนการชำระหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจและหนี้หน่วยงานของรัฐจากงบปี 66 วงเงิน 306,617.96 ล้านบาท และแผนการชำระหนี้จากและเงินอื่นๆ วงเงิน 53,561.72 ล้านบาท

นายอนุชากล่าวต่อว่า ในแผนงบฯ ปี 66 นี้ ครม.อนุมัติให้รัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ขสมก. รฟท. การเคหะแห่งชาติ (กคช.) และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการต่ำกว่า สามารถกู้เงินใหม่และบริหารหนี้เดิมได้ ภายใต้แผนปีงบฯ 66 โดยให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 4 แห่ง ต้องรับความคิดเห็นของคณะกรรมการบริหารหนี้ฯ ไปดำเนินการด้วย เช่น ขสมก. และ รฟท. ให้เร่งรัดการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของหน่วยงาน เพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้และเพื่อทำให้ฐานะทางการเงินของหน่วยงานดีขึ้น รวมทั้งให้รายงานความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการของรายงานต่อคณะกรรมการบริหารหนี้เพื่อทราบด้วย

นายอนุชากล่าวด้วยว่า การจัดทำแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปี 2566 ในครั้งนี้ อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และระเบียบคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารหนี้ พ.ศ. 2561

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง คาดว่า ประมาณการหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพี ณ สิ้นปีงบฯ 66 จะอยู่ที่ร้อยละ 60.43 ซึ่งไม่เกินร้อยละ 70 ตามกรอบการบริหารหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารหนี้ฯ จัดทำแผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปี สำหรับปีงบฯ 66-70 เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารที่สาธารณะได้ระยะเวลา 5 ปีโดยมีโครงการลงทุนรวม 175 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 898,224.94 ล้านบาท โดยขอให้หน่วยงานเร่งรัดดำเนินการและการลงทุนของโครงการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการล่าช้าเพื่อเพิ่มการลงทุนของภาครัฐในระยะต่อไป

ต่ออายุอุ้มค่าไฟ-น้ำอีก 7 เดือน
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.65 ออกไปอีก 7 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.2565-เม.ย.2566 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และครอบคลุมผู้มีบัตรที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวมากขึ้น โดยใช้งบประมาณจากกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม 1,933.05 ล้านบาท แบ่งเป็นสนับสนุนค่าไฟฟ้า 1,786.05 ล้านบาท ช่วยเหลือประมาณ 810,000 ครัวเรือน และงบสนับสนุนค่าน้ำประปา 147 ล้านบาท ช่วยเหลือประมาณ 210,000 ครัวเรือน

“มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา มีรายละเอียดดังนี้ ค่าไฟฟ้า 1.กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ติดต่อกัน 3 เดือน ให้ใช้สิทธิ์ค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน 2.กรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน ให้ใช้สิทธิ์ตามมาตรการน้ำ ในวงเงิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน 3.กรณีที่ใช้เกินวงเงินที่กําหนด ผู้มีบัตรฯ เป็นผู้รับภาระ ค่าไฟฟ้าทั้งหมด” นายอนุชากล่าว

ส่วนค่าน้ำประปา 1.กรณีที่ใช้น้ำประปาไม่เกิน 315 บาท จะได้เงินสนับสนุน ค่าน้ำประปาในวงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน 2.กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีบัตรฯ จะเป็นผู้รับภาระในการชําระค่าน้ำประปาน้ำหมด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน