จ่อหมายจับเพิ่มอีก 4 แก๊งอาชีวะอุ้ม 3 ช่างกลซ้อมทารุณคาบ้านทรงไทยย่านรามคำแหง ผกก.เผยสอบพบผู้ร่วมขบวนการ 17 คน มีทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ตามจับมาได้แล้ว 3 นัดสหวิชาชีพร่วมสอบถามรายละเอียดผู้เสียหายหาหลักฐานมัดตัวเพิ่มเติม ด้านเหยื่อเผยคาดแก๊งอุ้มโกรธที่ย้ายจากสถาบันที่เคยอยู่ด้วยกันมาเรียนแถวรามคำแหง
เมื่อวันที่ 14 พ.ย. พ.ต.อ.เศรษฐพันธ์ ศรีสาคร ผกก.สน.หัวหมาก เผยความคืบหน้าคดี 3 เยาวชนชายถูกกลุ่มวัยรุ่นนักเรียนอาชีวศึกษาสถาบันชื่อดังย่านมีนบุรีอุ้มไปกักขังไว้ 3 วันในบ้านเรือนไทยหลังหนึ่ง ซอยรามคำแหง 63 ใช้อาวุธปืนข่มขู่ทำร้ายร่างกาย บังคับให้อมนกเขา พร้อมกับใช้ไฟลนไปที่อวัยวะเพศและถ่ายคลิปเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ ว่า นัดให้ผู้เสียหายมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมวันนี้ ก่อนประสานสหวิชาชีพร่วมพูดคุยในวันที่ 15 พ.ย. เพื่อจะนำไปประกอบกับพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ที่ร่วมกันก่อเหตุเพิ่มอีก 4 ราย
ประกอบด้วย ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี เพิ่มอีก 3 ราย และออกหมายเรียกเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี อีก 1 ราย หลังจากก่อนหน้านี้ออกหมายจับและหมายเรียกผู้ต้องหาทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ไปแล้วทั้งหมด 11 ราย รวมผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุทั้งหมดมี 17 ราย เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับที่เป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว 3 ราย ยืนยันตำรวจจะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทุกคน เบื้องต้น 3 ข้อกล่าวหาคือ 1.กักขังหน่วงเหนี่ยว, 2.ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และ 3.ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนข้อหาอื่นๆ เช่นการเผยแพร่คลิปและอาวุธปืนต้องดูพฤติกรรมของแต่ละคนว่าใครทำหน้าที่ใดบ้างจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในภายหลัง
พ.ต.อ.เศรษฐพันธ์กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ แต่ไม่พบอาวุธปืนว่า คาดถูกเคลื่อนย้ายหลังเกิดเหตุก่อนที่ตำรวจจะเข้าไปตรวจค้น แต่จะสืบสวนและติดตามกลับมาให้ได้ พร้อมระบุว่าบ้านหลังเกิดเหตุไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล เพราะตำรวจจับกุมดำเนินคดีเกี่ยวกับก่อเหตุทะเลาะวิวาทและอาวุธปืนมาแล้วหลายครั้ง
ด้านหนึ่งเยาวชนผู้เสียหายเผยว่า เคยเรียนสถาบันเดียวกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ และคาดว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุไม่พอใจตนเองเข้าใจผิดว่าตนจะย้ายไปเรียนโรงเรียนช่างกลย่านรามคำแหง ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุล่อลวงให้ไปหา ก่อนจะใช้อาวุธบังคับทำร้ายร่างกายภายในบ้านหลังที่เกิดเหตุ จากนั้นลากออกมาทำร้ายทั้งเตะและกระทืบ บริเวณริมรั้วกำแพงหลังอพาร์ตเมนต์บ้านที่เกิดเหตุ กระทั่งเอาโทรศัพท์ของตนติดต่อไปลวงเพื่อนอีกสองคนที่เป็นผู้เสียหายให้มารับ แต่เมื่อมาถึงถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุล็อกตัวนำไปทำร้ายร่างกายตามปรากฏในคลิป
แม่ของผู้เสียหายกล่าวว่า การกระทำของผู้ก่อเหตุเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ทำกัน เพราะเป็นสิ่งที่โหดร้ายและทารุณกับลูก ส่วนที่พ่อของผู้ก่อเหตุออกมาขอโทษและรู้สึกผิดนั้นไม่เชื่อคำพูด เพราะตอนเกิดเหตุพ่อผู้ก่อเหตุอยู่ด้วยทำไมถึงไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น รู้สึกว่าเป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้างเท่านั้น
ส่วนนายทวีศักดิ์ คิ้วทอง ประธานศูนย์ความปลอดภัย กลุ่มอาชีวศึกษา กทม. เผยว่า จากการได้พูดคุยกับผู้อำนวยการ 2 สถาบัน ทางย่านมีนบุรีและรามคำแหง พบว่ามีกลุ่มนักศึกษาที่ก่อเหตุเรียนอยู่ในพื้นที่มีนบุรี 3 คน และกลุ่มผู้เสียหายเคยเรียนอยู่ที่ย่านรามคำแหง 1 คน ส่วนในวันเกิดเหตุถูกหลอกให้ไปหน้าปากซอยจุดเกิดเหตุ แล้วถูกมัดมือปิดตาอุ้มไปที่บ้านหลังเกิดเหตุและถูกทำร้าย หลังจากนี้จะหาทางในการแก้ไขปัญหานี้ต่อไป
ขณะที่นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความและประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ที่พากลุ่มเยาวชนผู้เสียหายและผู้ปกครองเข้าพบพนักงานสอบสวน พร้อมติดตามความคืบหน้าของคดี และขอให้นำกำลังบุกค้นบ้านเรือนไทยหลังที่เกิดเหตุหาหลักฐานเพิ่มเติม เผยว่า ต้องการให้ตำรวจเข้าไปตรวจค้นที่บ้านเรือนไทย เพราะเชื่อว่ายังมีอาวุธสงครามซ่อนอยู่อีกมาก โดยวันที่ 15 พ.ย.จะนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดยื่นต่อพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร. ขอให้เข้ามาช่วยเร่งรัดคลี่คลายคดี เพราะมีผู้กระทำความผิดหลายคน และยังมีอาวุธปืนสงคราม
นอกจากนั้นยังตั้งข้อสงสัยว่า อาวุธต่างๆ ทำไมเยาวชนที่เป็นแค่นักเรียนถึงหาซื้อได้ง่าย ตำรวจควรต้องกวาดล้างเรื่องนี้ รับไม่ได้ที่น้องถูกอุ้มไปซ้อมทรมานทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น แล้วยิ่งเป็นเยาวชนอยู่ด้วย อีกทั้งยังเห็นว่า ควรแก้กฎหมายเยาวชนใหม่หรือไม่ เพราะทำผิดแล้วไม่ได้รับโทษ พ่อแม่ไม่เห็นมารับผิดชอบ ส่วนกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนของกลาง อาจจะเป็นเพราะกว่าผู้เสียหายจะไปแจ้งความเรื่องผ่านไปนานแล้ว เนื่องจากผู้เสียหายถูกข่มขู่ว่าหากไปแจ้งความจะปล่อยคลิป
“ระหว่างนั้นอาจจะมีสายที่รู้จักกับตำรวจทำให้ผู้ก่อเหตุรู้ตัวก่อน และเคลื่อนย้ายของกลางไปที่อื่น แล้วพอผู้เสียหายแจ้งความกลุ่ม ผู้ก่อเหตุปล่อยคลิปดังกล่าวออกมาจริงๆ อย่างไรก็ตาม การที่ก่อนหน้านี้ตำรวจได้เข้าตรวจค้นแล้ว 1 ครั้ง ตำรวจก็สามารถที่จะออกหมายค้นซ้ำได้อีก เพราะจำเป็นต้องหาวัตถุพยานเพิ่มเติม และตอนนี้ก็มีผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่เคยถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุกลุ่มนี้กระทำเช่นเดียวกัน ติดต่อมาหาผมเพื่อจะเข้าแจ้งความเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่งด้วย” นายรณณรงค์กล่าว