อ้างมีใหม่หลักฐาน ‘4จำเลย’‘แซน’ยันไม่ขอจ่าย
‘แม่แตงโม’ ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่ม 179 ล้าน จาก‘แซน-กระติก-จ๊อบ-เอ็ม’ 4 จำเลยคดีแตงโม เสียชีวิตบนเรือ หลังพบหลักฐานใหม่รายได้ของลูกสาว ทั้งจากโฆษณา ถ่ายแบบ พรีเซ็นเตอร์สินค้า งานแสดงปีละกว่า 10 ล้าน ก่อนหน้านี้เคยฟ้องเรียกค่าเสียหายมาแล้ว 40 ล้าน ด้านจำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน กำหนดวันนัดสืบพยาน 29 มิ.ย.66 ‘แซน’ ยันไม่เจรจาแม่แตงโม ไม่ยอมจ่าย ลั่นฟ้องกลับ ด้าน ‘กระติก’ อดีตผจก.ส่วนตัวแตงโมระบุแม่ดาราสาวชื่อดังเรียกเงินจำนวนสูงมากเผื่อฟลุก
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 เม.ย. นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน มารดาของน.ส.ภัทรธิดา วัชรวีระพงษ์ หรือ แตงโม พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ โลมากุล ที่ปรึกษากฎหมายประจำตัวนางภนิดา เดินทางมาศาลจังหวัดนนทบุรี ตามคำสั่งนัดพร้อมของศาลจังหวัดนนทบุรีที่ให้ฝ่ายโจทก์คือนางภนิดา ศิระยุทธโยธิน และฝ่ายจำเลยทั้ง 4 คน คือ ‘แซน’ วิศาพัช มโนมัยรัตน์, ‘กระติก’ น.ส.อิจศรินทร์ จุฑาสุขสวัสดิ์, ‘จ๊อบ’ นายนิทัศน์ กีรติสุทธิสาธร และ‘เอ็ม’ หรือนายภีม ธรรมธีรศรี ฝ่ายจำเลยที่ให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี นำพยานหลักฐานมายื่นเพื่อเข้าสู่กระบวน การไต่สวนของศาลต่อไป หลังจากนายตนุภัทร หรือปอ เลิศทวีวิทย์ และนายไพบูลย์ หรือ โรเบิร์ต ตรีกาญจนานันท์ จำเลยที่ 1 และ 2 ในคดีการเสียชีวิตของแตงโม กลับคำให้การ โดยรับสารภาพในชั้นศาลไปแล้ว ส่วนจำเลยที่เหลือในคดีอีก 4 คน คือแซน, กระติก, จ๊อบ และ เอ็ม ให้การปฏิเสธและขอต่อสู้ในชั้นศาล ศาลจังหวัดนนทบุรีจึงสั่งแยกคดีออกเป็น 2 ส่วน คือในส่วนของผู้ต้องหาที่ให้รับสารภาพ กับส่วนของผู้ต้องหาที่ให้การปฏิเสธ และนัดพร้อมทั้งสองฝ่ายเพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ของทั้งสองฝ่ายก่อนจะมีกำหนดนัดไต่สวนต่อไป
นายชัยวัฒน์ โลมากุล เปิดเผยว่า ตนในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้กับคุณแม่ซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหาย ต่อมาศาลมีคำสั่งให้พนักงานอัยการเป็นโจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 3-6 เป็นคดีใหม่ โดยใช้ข้อหาเดิมที่เป็นเหตุให้น.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม ตกน้ำเสียชีวิต โดยนางภนิดายังคงติดใจถึงสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาวอยู่ หลังแยกคดีออกมา ทางพนักงานอัยการจึงใช้ข้อหาเดิมและวัตถุพยานเดิมยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 4 คนที่เหลือ ทำให้ในวันนี้ นางภนิดาต้องเดินทางมาศาลในฐานะโจทก์ร่วมในคดีใหม่ นอกจากนี้นางภนิดายังตรวจพบเอกสารและสัญญาว่าจ้างงานของน้องแตงโมซึ่งเป็นนักแสดงชื่อดัง พบหลักฐานใหม่เป็นเอกสารคู่สัญญา ทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมากเกี่ยวกับรายได้จากการโฆษณา ถ่ายแบบ พรีเซ็นเตอร์สินค้าและงานแสดง เป็นเหตุผลสำคัญทำให้นางภนิดาต้องยื่นฟ้องเรียกค่า เสียหายและค่าเยียวยา ในฐานะผู้จัดการมรดก ผู้เสียหาย และมารดาผู้สูญเสีย โดยใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการเรียกร้อง สำหรับจำนวนเงินที่เรียกร้องไปคือประมาณ179ล้านบาท ซึ่งคำนวณจากรายได้ต่อปีในช่วงที่น้องแตงโมยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งจะเรียกร้องจากจำเลยทั้ง 4 คนที่เหลืออยู่
นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับคดีที่ทางคุณแซนจะยื่นฟ้องร้องกลับทางคุณแม่ภนิดานั้น ในความรู้สึกส่วนตัว ตนมองว่าการที่จำเลยนำคดีมาฟ้อง หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อโจทย์ร่วมในอนาคต เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะเหตุผลสำคัญคือการสำนึกผิด แสดงเจตนาความบริสุทธิ์ใจในการช่วยเหลือเยียวยาฝ่ายจำเลยผู้เสียหายเพื่อให้เรื่องราวดีขึ้น และการเป็นปฏิปักษ์ต่อโจทย์ไม่เป็นผลดีต่อรูปคดี เพราะในคดีนี้ นางภนิดาซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดเลยว่าบุตรสาวคือน้องแตงโมตกเรือไปเพราะสาเหตุใด แต่ทางนาง ภนิดามีหลักฐานสำคัญที่จะทำให้ศาลเชื่อว่า 1 ใน 5 คนบนเรือมีส่วนเกี่ยวข้องและสามารถสืบพยานในอนาคตได้ เนื่องจากมีพยานหลักฐาน หรือบุคคลผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เชี่ยวชาญด้านเทคนิคต่างๆ ให้ข้อมูลโจทย์ตลอดเวลา ทำให้มีฝ่ายจำเลย 2 ใน 4 คน ติดต่อมาเพื่อขอเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางคุณแม่แล้ว โดยจะมีการตกลงพูดคุยกันอีกที หลังจากมีคำตัดสินของศาลจังหวัดนนทบุรี ในส่วนที่ปอกับโรเบิร์ตได้ให้การรับสารภาพไปแล้ว

ฟ้อง179ล้าน – ทนายความจูงมือนางภนิดา ศิระยุทธโยธิน ไปขึ้นศาลจังหวัดนนทบุรีตามคำสั่งนัดพร้อม คดีการเสียชีวิต ‘แตงโม’ ภัทรธิดา ดาราชื่อดัง โดยแม่ยืนยัน ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเรียกค่าเสียหาย 4 ผู้ต้องหาที่ยังไม่ยอมรับสารภาพเป็นเงิน 179 ล้านบาท เมื่อวันที่ 28 เม.ย.
ด้านนางภนิดากล่าวว่า สำหรับการฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยที่เหลืออีก 4 คนนั้น ตนยื่นข้อเรียกร้องไปเป็นเงินจำนวน 179 ล้านบาท โดยคำนวณมาจากรายได้ของน้องแตงโมที่ตนพบหนังสือสัญญาว่าจ้างงานต่างๆ ตกปีละ 10 กว่าล้านบาท เมื่อนำรายได้ของน้องแตงโม มาคำนวณใหม่ จึงรู้ว่าลูกสาวมีรายได้เยอะมาก ใน 1 ปีมีรายได้หลายสิบล้านบาท จากโฆษณา การแสดง รายการทอล์กโชว์ และงานแสดง ถ้าคำนวณจากปัจจุบันไปจนถึงอนาคตอีก 20 ปี น้องแตงโมก็จะมีรายได้ประมาณนี้ ส่วนความรู้สึกที่จะถูกแซนฟ้องกลับนั้น ตนรู้สึกว่าตลกเพราะมันไม่สมควรทำ ฝ่ายจำเลยต้องทำคดีของตัวเองให้เคลียร์เสียก่อนเพื่อให้ตัวเองบริสุทธิ์ แต่กลับมาฟ้องกลับตนซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ แต่ตนก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร เพราะข้อหาที่เขาฟ้องนั้นนำมาจากคำสัมภาษณ์ของตน ซึ่งตนให้สัมภาษณ์ไปตามความเป็นจริง
ขณะที่นายพรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ทนายความส่วนตัวของแซน วิศาพัช กล่าวว่า จากการที่ศาลมีคำสั่งให้พนักงานอัยการแยกฟ้องคดี มาจากจำเลยที่ให้การปฏิเสธ วันนี้เป็นการนัดพร้อม เพื่อสอบคำให้การและตรวจคำสั่งฟ้องของจำเลยที่เหลือทั้ง 4 คน เนื่องจากจำเลยปฏิเสธในคดีแรก จึงต้องเข้าพิจารณาคดีต่อ ส่วนถ้าวันนี้มีคนรับสารภาพอีก โดยหลักก็จะต้องแยกคดีออกไปอีก แต่จากที่คุยกับฝ่ายจำเลยทั้ง 4 คนที่เหลือ ทุกคนยืนยันว่าจะขอต่อสู้คดีต่อไป และเรื่องที่บอกว่ามีฝ่ายจำเลย 2 ใน 4 คนติดต่อไปยังฝ่ายโจทก์เพื่อขอไกล่เกลี่ยคดีนั้น จากการพูดคุยสอบถามกันในกลุ่มแล้ว ตนยืนยันว่าไม่มีแน่นอน ส่วนจำนวนเงินที่เรียกร้องค่าเยียวยามาสูงถึงจำนวน 179 ล้านบาทนั้น ทางโจทก์ต้องมีหลักฐานในการยื่น ค่าไร้อุปการะต่อศาล ก็เป็นสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งต้องมีการพิสูจน์ต่อศาล แต่ในส่วนของทางลูกค้า ตนจะไม่มีการพูดคุยกับโจทก์อีก เพราะในเมื่อครั้งก่อนที่เรียกค่าเยียวยาเป็น 40 ล้านบาทมา ทางฝ่ายเรายังไม่คุยด้วยเพราะเห็นว่า สูงเกินไป ถ้าครั้งนี้เรียก 179 ล้านบาทก็ไม่รู้จะคุยอะไรด้วยอีก และหากพูดคุยเจรจากันต่อไปไม่ออก เดี๋ยวตัวเลขอาจจะเพิ่มกลายเป็น 4 หลักขึ้นไปอีก ตนจะยื่นเรื่องต่อศาล ขอให้มีการพิจารณาคดีนี้ลับหลังต่อไปเพราะคดีที่มีโทษไม่เกิน 10 ปีสามารถยื่นร้องต่อศาลได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีการยื่นตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ของทั้งสองฝ่ายที่จะใช้เป็นพยานไต่สวนในชั้นศาลแล้ว นางภนิดายื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีขอคัดค้านการประกันตัวของแซน วิศาพัช จำเลยที่ 1 ในกลุ่มผู้ต้องหาที่ให้การปฏิเสธ โดยให้เหตุผลกับศาลว่า แซน วิศาพัชเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีและมีปัญหากับพนักงานอัยการ ศาลจังหวัดนนทบุรีสอบถามกับทางอัยการจังหวัดนนทบุรีแล้ว พบว่าแซน วิศาพัชไม่มีพฤติกรรมยุ่งเหยิงพยานหลักฐานตามที่นางภนิดากล่าว อ้าง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าวไป
ต่อมาศาลจังหวัดนนทบุรีพิเคราะห์จากพยานหลักฐานชิ้นใหม่ซึ่งเป็นหนังสือสัญญาตกลงว่าจ้างงานประเภทต่างๆ ที่แตงโมรับงานว่าจ้างต่างๆ เอาไว้ ซึ่งจะมีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 10 ล้านบาท ศาลจึงมีคำสั่งรับคำร้องที่นางภนิดาเป็นโจทก์ร่วมยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกลุ่มจำเลยที่เหลืออีก 4 รายเป็นเงินจำนวน 179 ล้านบาทแล้ว พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่29 มิ.ย.66
หลังจากนัดตรวจพยานหลักฐานแล้ว แซน วิศาพัช ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ทางคุณแม่ยื่นคัดค้านประกันตัวตนในชั้นศาลจริง โดยอ้างว่าเพราะตนนำความจริงไปพูดกับสื่อและเตรียมดำเนินคดีกับคุณแม่เรื่องที่คุณแม่นำเอกสาร อันเป็นเท็จมาแจกกับผู้สื่อข่าวเมื่อคราวที่แล้ว นอกจากนี้คุณแม่ยังยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ห้ามตนกับพวกออกสื่อ ต่อมาศาลพิจารณาและยกคำร้องของคุณแม่ในเรื่องนี้ไป เพราะไม่มีหลักฐานตามที่คุณแม่นำมากล่าวอ้าง ตนไม่ได้กังวลใจอะไรกับสิ่งที่ไม่น่าสนใจ แค่ออกมาพูดความจริงเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น ส่วนเรื่องที่บอกว่ามี 2 ใน 4 ของกลุ่มติดต่อไปขอเจรจากับทางคุณแม่เพื่อขอไกล่เกลี่ยคดีนั้น จากการพูดคุยกันในกลุ่มในวันนี้ก็ไม่มีใครติดต่อไปไกล่เกลี่ยกับคุณแม่ตามที่กล่าวอ้าง ทุกคนยืนยันจะขอต่อสู้ความจริงในขั้นศาลต่อไป ตนกับทนายความก็เตรียมพิจารณาคดีหมิ่นประมาทที่คุณแม่นำเอกสารอันเป็นเท็จมาแจกจ่ายให้กับสื่อเช่นกัน
“ทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจว่าคุณแม่คิดอะไรอยู่ รู้สึกสงสัยว่าคุณแม่ทำไปเพื่ออะไรกัน เจตนาคืออะไร อยากให้คุณแม่สงสารพวกเราบ้าง พวกเราก็อยากให้คดีมันจบ แต่เหมือนคุณแม่ต้องการบีบคั้นพวกเรามาก” แซน กล่าว
แซนกล่าวด้วยว่า จำเลยทั้ง 4 คนได้พูดคุยกันคร่าวๆ ว่าทั้งหมดจะให้การปฏิเสธเหมือนเดิม ให้เป็นไปตามความจริง ส่วนปอและ โรเบิร์ต หลังจากให้การรับสารภาพไปในครั้งก่อนแล้วก็ยังมีคุยกันบ้างนิดหน่อย สำหรับค่าเยียวยาที่คุณแม่ยื่นฟ้องเรียกร้องเป็นเงิน 179 ล้านบาทนั้น ตนก็ไม่ขอเจรจาด้วย และอยากให้ทางคุณแม่เตรียมตัวเอาไว้ เพราะตนก็ไม่ยอมในทุกกรณีเช่นกัน
ขณะที่ “กระติก” น.ส.อิจศรินทร์ จุฑาสวัสดิ์ อดีตผู้จัดการส่วนตัวซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีนี้ กล่าวว่า สำหรับเรื่องจำนวนเงินที่คุณแม่เรียกร้องค่าเยียวยา 179 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นรายได้ที่แตงโมน่าจะทำได้ในระยะเวลา 20 ปีที่เหลือนั้น ก็ต้องหาเอกสาร หลักฐานมานำสืบ เพราะถ้ามีสัญญาหรือหนังสือว่าจ้างงานต่างๆ ตนก็ต้องเคยเห็น เพราะจากที่ทราบมา บางครั้งที่แตงโมไปออกรายการต่างๆ ก็ได้ค่าตอบแทนมาแค่ 15,000 บาทต่อรายการ ไม่ได้เป็นหลักแสนหลักล้านบาท และต่อมาช่วงหลังแตงโมก็แทบจะไม่รับงานเลยเพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บวกกับปัญหาเรื่องศัลยกรรมอีก น่าจะเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปีได้ที่แตงโมไม่ได้รับงานต่างๆ และก่อนที่แตงโมจะเสียชีวิต ก็รับเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าเพียงตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งตนเป็นคนหางานชิ้นดังกล่าวมาให้ ถ้าคุณแม่จะคำนวณจากปี 60 เป็นต้นมาก็ต้องไปไล่ดูให้ตรงกับข้อเท็จจริงด้วย แต่ตนยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคำนวณรายได้ออกมาถึง 179 ล้านบาท และนอกจากนี้ต้องไปดูด้วยว่าแตงโมเคยให้คุณแม่ต่อเดือนเท่าไหร่ เพราะแตงโมก็มีค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร ตนจึงรู้ดีว่าแตงโมให้คุณแม่เดือนละเท่าไหร่ แต่ตนไม่ขอพูดถึง และไม่ได้ตกใจที่คุณแม่เรียกค่าเยียวยาถึง 179 ล้านบาท เพราะคุณแม่จะเรียกเท่าไหร่ก็ได้ ก็เรียกไปก่อนเผื่อฟลุกได้ แต่จะได้จริงเท่าไหร่ต้องรอให้ทางศาลเป็นผู้พิจารณา