ปิดคดีโหด-มาเฟียข้ามชาติหมายจับ2มือปืนแคนาดาเปิดหลักฐานดีเอ็นเอมัดออก‘หมายแดง’ตร.สากล
แฟ้มคดี
ได้บทสรุป สำหรับคดีอาชญากรรมสะท้านโลกที่เกิดขึ้นบนเกาะภูเก็ต ดินแดนสวรรค์แห่งนักท่องเที่ยว ที่ไทยภาคภูมิใจ
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจนสามารถขอให้ศาลอนุมัติหมายจับ 2 มือปืนต่างชาติที่อุกอาจก่อเหตุได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ตอกย้ำข้อสันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งของมาเฟียข้ามชาติที่มาใช้ไทยเป็นสถานที่ก่อเหตุ
ซึ่งการคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว ย่อมเป็นการฟื้นความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ที่จะบินเข้ามาก่ออาชญากรรม และฆาตกรรมได้อย่างง่ายดาย
แม้ 2 มือปืน จะขึ้นเครื่องบินออกจากประเทศไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตำรวจไทยจะมืดแปดด้าน ยังรู้ตัวคนร้ายและดำเนินคดีทางกฎหมาย
เร่งประสานตำรวจสากลให้ช่วยล่าตัว เป็นการส่งสัญญาณไม่ให้มีการใช้เมืองไทยเป็นสถานที่ก่ออาชญากรรมอีก
ออกหมายจับ 2 มือปืนแคนาดา
หลังการก่อเหตุหฤโหด เมื่อคืนวันที่ 4 ก.พ. ผ่านมา 8 วันคดีก็ชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ศาลจังหวัดภูเก็ต อนุมัติหมายจับ 2 มือปืน ซึ่งก็คือ 1.นายแฌเนอ คาร์ล ลาร์คัมพ์ GENE KARL LAHRKAMP อายุ 36 ปี 2.นายแมทธิว เลอ็องดร์ โอวิด ดูเปร MATTHEW LEANDRE OVIDE DUPRE อายุ 36 ปี ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอันสมควร และยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน
หลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดักสังหาร นายจิมมี่ ซิงห์ ซานดู หรือ ซิงห์ แมนดีพ (SINGH MANDEEP) ชาวต่างชาติสัญชาติแคนาดา เชื้อสายอินเดีย ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าวิลล่าริมหาด โรงแรมแห่งหนึ่ง บนถนนวิเศษ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 4 ก.พ.
ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากความขัดแย้งในแก๊งมาเฟีย การหักหลังด้านยาเสพติด โดยได้พยานหลักฐานชี้ตัวมือปืนได้ชัดเจน ทั้งจากดีเอ็นเอ และภาพจากกล้องวงจรปิด โดยจากการตรวจสอบ พบว่า นายแฌเนอ และ นายแมทธิว เดินทางเข้ามาในไทย โดยถึงภูเก็ตเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2564
และหลังจากลงมือสังหารนายจิมมี่ ซิงห์ ในคืนวันที่ 4 ก.พ.แล้ว นายแฌเนอและนายแมทธิวเดินทางออกจากภูเก็ตไปยังกทม. และเดินทางออกจากประเทศไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในตอนค่ำวันที่ 6 ก.พ.
โดยนายแฌเนอเดินทางไปยังแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมัน ส่วนนายแมทธิว แยกเดินทางไปยังอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์
สำหรับพยานหลักฐานที่ชี้ชัดจนนำมาสู่การออกหมายจับดังกล่าว มาจากปากคำของเพื่อนร่วมแก๊งที่ถูกจับกุมได้ ที่ทำหน้าที่ติดจีพีเอสที่รถเหยื่อสังหาร รวมทั้งจากหลักฐานอาวุธปืนที่ใช้ยิง ซึ่งคนร้ายนำไปทิ้งทะเล และตำรวจค้นเจอ เป็นปืนซีแซด ขนาด 9 ม.ม. และ ปืนวอลเทอร์ ขนาด 9 ม.ม.
รวมทั้งรถเช่าโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งของกลางเหล่านี้สามารถตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันตัวบุคคลได้
พร้อมประสานทางการแคนาดา เพื่อให้ติดตามจับกุมและนำตัวส่งให้ไทย และองค์การตำรวจสากล เพื่อออกหมายแดงในระบบขององค์การตำรวจสากล เพื่อประสานงานไปยังประเทศสมาชิก 194 ประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามจับกุม 2 ชาวแคนาดาที่ถูกออกหมายจับต่อไป
ไม่ใช่จะมาก่อเหตุในไทยแล้วลอยนวลได้ง่ายๆ
ย้อนเหตุซุ่มยิงถล่มมาเฟีย
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลางดึก วันที่ 4 ก.พ. โดยที่เกิดเหตุเป็นโรงแรมและมีวิลล่าเป็นหลังๆ ติดชายหาดราไวย์ บริเวณลานจอดรถหน้าวิลล่า ตำรวจตรวจสอบพบศพชาวต่างชาตินอนหงายจมกองเลือดอยู่ที่พื้น ด้านหลังรถอเนกประสงค์ยี่ห้อเอ็มจี สีแดง ทะเบียนป้ายแดง ก 7221 ภูเก็ต
ที่พื้นพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม. และขนาด .380 ตกอยู่เกลื่อนกลาดจำนวน 21 ปลอก ทราบชื่อผู้ตายคือนายซิงห์ แมนดีพ อายุ 32 ปี สัญชาติแคนาดา มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนทั่วทั้งร่างกายนับสิบนัด
สอบสวนทราบว่าเวลาประมาณ 22.30 น. ผู้ตายขับรถเก๋งอเนกประสงค์ ยี่ห้อเอ็มจี สีแดง ทะเบียนป้ายแดง ก 7221 ภูเก็ต เข้ามาจอดที่บริเวณหน้าวิลล่าดังกล่าว จังหวะที่ผู้ตายเดินลงมาจากรถเพื่อเข้าไปในวิลล่าที่พัก
มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใช้ผ้าโพกหัวปิดบังใบหน้ากระโดดออกมาจากพุ่มไม้ข้างที่จอดรถ ใช้อาวุธปืนบุกจ่อยิงไปที่ผู้ตาย ระยะเผาขนจำนวนหลายสิบนัด จนนายซิงห์ล้มลงและเสียชีวิตดังกล่าว จากนั้นหนึ่งในคนร้ายก็ยังก้มลงหยิบสิ่งของบางอย่างที่ข้างผู้ตายไปด้วย ก่อนจะวิ่งหลบหนีกลับไปทางเดิมที่มา
คาดว่าคนร้ายน่าจะรู้ความเคลื่อนไหวของผู้ตายเป็นอย่างดี รวมทั้งรู้ว่าพักอยู่ที่วิลล่าดังกล่าว จึงมาดักซุ่มรอ เมื่อผู้ตายมาถึงแล้วจอดรถ จึงออกมาลงมือกระหน่ำยิงไม่ยั้ง แถมยังจ่อยิงซ้ำอีก
ตรวจสอบภายในวิลล่าหรูที่เป็นที่พักของนายซิงห์ พบพาสปอร์ต 2 เล่ม ตู้เซฟ 2 ตู้ ในตู้เซฟใบหนึ่งมีเงินสด 7 แสนบาท และกัญชาอีก 2 ถุงเล็ก
จึงสันนิษฐานได้ว่าคนร้ายเป็นมือปืนอาชีพ มุ่งหวังเอาชีวิตอย่างเดียวโดยไม่ยุ่งกับทรัพย์สิน ถือเป็นการลงมือที่อุกฉกรรจ์ ปฏิบัติการไล่ล่าคนร้ายจึงต้องเร่งดำเนินการ
สามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว
‘ปืน-จีพีเอส-ดีเอ็นเอ’มัด
ทั้งนี้หลักฐานที่นำมาสู่หมายจับครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่การแกะรอยจากกล้องวงจรปิดตั้งแต่นาทีก่อเหตุจนกระทั่งหลบหนี พบคนร้ายที่ รูปร่างสูงใหญ่ สวมหมวกฮู้ดปิดบังใบหน้า คล้ายกับเป็นชาวต่างชาติ ขณะที่ตรวจสอบประวัติผู้ตายพบว่า จิมมี่ เป็นสมาชิกของแก๊งยูไนเต็ด แก๊งอาชญากรรมระดับประเทศ และเคยก่อเหตุสังหารคนในแก๊งเรดสกอร์เปี้ยน ซึ่งเป็นแก๊งอาชญากรรมอีกกลุ่ม เมื่อปี 2559 ต่อมาถูกทางการแคนาดาจับกุมได้ ภายหลังศาลยกฟ้อง และถูกเนรเทศออกจากแคนาดา
และหลังจากเกิดเหตุ มีการโพสต์ลงโลกออนไลน์ของคู่อริ นายจิมมี่ ซิงห์ ว่านายจิมมี่เสียชีวิตแล้ว ทั้งที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูล จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นการแก้แค้นขององค์กรอาชญากรข้ามชาติที่เข้ามาลงมือในประเทศไทย และจากการตรวจสอบวงจรปิดพบ 2 ชายต้องสงสัยเดินลัดเลาะขึ้นมาจากชายหาดผ่าน ลานจอดรถมุ่งหน้าไปยังถนนสายหลักในช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่ม และเป็นช่วงหลังมีการก่อเหตุฆาตกรรมไม่นาน
จึงตรวจสอบที่ชายหาดจนพบอาวุธปืน 2 กระบอกที่คาดว่าใช้ก่อเหตุ พบเป็นปืนยี่ห้อซีแซดและวอลเทอร์ เป็นของทหารยศ จ่าสิบเอก อยู่ จ.สระบุรี และเป็น ของ พ.ต.ท.ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว อยู่ จ.เชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบอาวุธปืนของอดีตตำรวจพบว่าเป็นปืนที่สูญหายมานานกว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากข้าราชการตำรวจคนดังกล่าวถูกขโมยปืนไป แต่ชุดสืบสวนจะเร่งติดตามความ เชื่อมโยงหาเบาะแสผู้นำอาวุธปืนมาให้ โดยคาดว่าน่าจะนัดพบกันในที่พักโรงแรมทั้งใน จ.ภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร อยู่ระหว่างติดตามหาเบาะแสของผู้ที่นำอาวุธปืนมาส่งมอบให้ผู้ก่อเหตุ
นอกจากนี้ยังพบจีพีเอสที่ติดอยู่ในรถเอ็มจีของนายจิมมี่ ซิงห์ จึงขยายผลจนสามารถขออนุมัติหมายค้น เพื่อเข้าค้นบ้านเลขที่ 136/43 หมู่ 4 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และล็อกตัวนายอีกอร์ ครูย์คอฟ อายุ 33 ปี สัญชาติรัสเซีย พร้อมของกลางยาเคตามีน จำนวนหนึ่ง
ซึ่งสอบสวนให้การเป็นประโยชน์ จนสามารถสาวไปถึงตัว 2 คนร้ายได้
อีกประเด็นสำคัญนั่นก็คือการเดินทางเข้าประเทศของนายจิมมี่ ซิงห์ ที่พบว่าก่อนเข้าไทยที่ภูเก็ต เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2565 โดย เครื่องบินส่วนบุคคลจากประเทศมาเลเซียนั้น ถูกปฏิเสธเข้าประเทศจากทางการมาเลเซีย แต่ทำไมถึงเข้ามาในประเทศไทยได้
มีรายงานชี้แจงว่า การที่นายจิมมี่เข้าประเทศมาเลเซียไม่ได้ เพราะเคยกระทำความผิดที่ประเทศดังกล่าว จึงนั่งเครื่องบินเดินทางมาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต และสามารถเข้าประเทศไทยได้ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศแคนาดาได้เปิดให้สามารถทำหนังสือเดินทางออนไลน์ ทำให้ตรวจสอบไม่พบประวัติทางอาชญากรรม ไม่มีเจ้าหน้าที่ตม.หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดของไทยเข้าไปเกี่ยวข้องแน่นอน
เป็นการสร้างความเชื่อมั่นกู้ชื่อเสียงของประเทศคืนมา ไม่มากก็น้อย

ผบ.ตร.บินด่วน

จุดเกิดเหตุ

อาวุธสังหาร

โฉมหน้ามือปืน

วงจรปิดนาทียิง