พลันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยอมรับว่าติดตาม “เดี่ยว” โน้ส อุดม มาตลอด

ก็สร้างจุด “ต่าง” ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะมองไปยังการเคลื่อนไหวของ “นักร้อง” เสียงดีซึ่งเป็นเจ้าประจำในทางการเมือง

หรือ “ดร.นะยะ” ที่วางตนเป็น “กุนซือ”

เพราะเมื่อเป็นการติดตามมาอย่างต่อเนื่อง บทสรุปจากปาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่ามันเป็นเรื่องของ “ความบันเทิง” จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

เป็น “ความหมาย” จาก “ความต่าง”

เมื่อเห็นว่า บทบาทของ “เดี่ยว 13” เป็นเพียง “ความบันเทิง” ทุกอย่างก็ “จบ”

จบเหมือนกับที่ “เดี่ยว 1” และ “เดี่ยว 12” เคยจบมาแล้วไม่ว่าจะเป็นการพาดพิงไปยัง นายชวน หลีกภัย ไม่ว่าจะเป็นการพาดพิงไปยัง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เนื่องจากแต่ละ “เดี่ยว” ล้วนขึ้นอยู่กับ “สถานการณ์”

กระนั้น หากติดตาม “ปฏิกิริยา” อันเกิดจาก #เดี่ยว13 นับแต่วันที่ 12 ตุลาคมเป็นต้นมาก็จะจับสภาวะที่ผิดปกติปรากฏขึ้นอย่างเป็นระบบ

เป็น “ปฏิกิริยา” จากการ “สอพลอ” ตอเต่ามากกว่า

บทสรุปจากปาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเท่ากับเป็นการพยายามในการเบรก

ทางหนึ่ง เป็นการสื่อโดยตรงไปยัง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะเดียวกัน ทางหนึ่ง เป็นการเตือนให้รู้ว่าความวุ่นวายมาจากไหน

มิใช่มาจาก “เดี่ยว 13” หากแต่มาจาก “กองเชียร์”

ชวนให้สงสัยว่า ดีไม่ดีที่มีการออกมาปกป้อง ออกมาแก้ต่างให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

ตรงกันข้าม มี “อามิส” มี “ผลประโยชน์”

สังคมจำเป็นต้องให้ความสนใจต่อบรรดา “กองเชียร์” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เนื่องจากทุกคนที่ออกมาระบุว่า “เดี่ยว 13” เสนอความเท็จ ดำเนินไปในลักษณะบิดเบือน ไม่มีใครตอบได้ว่าบิดเบือนอย่างไร เท็จอย่างไร

ได้แต่ตอบโต้ลอยๆ มิได้สำแดงหลักฐาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน