“รุนแรงตรงไหนล่ะ ผมไม่เห็นนี่ รุนแรงอย่างไร”
“ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเปล่า ทำผิดกฎหมายหรือเปล่า เขาห้ามทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า ถ้าเขาห้ามแล้วไม่เชื่อฟัง เจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้วิธีการอื่นมั้ง แล้วทำไมจะต้องทำในสิ่งที่เจ้าหน้าที่เขาห้าม ผมไม่เข้าใจ
วันนี้ผมมาทำอะไรให้กับใคร ทำให้กับคนตั้งเป็นพันเป็นหมื่นคน แล้วเขา เสียประโยชน์หรือไม่ พวกนี้ ผมไม่ได้โกรธเขา แต่ผมไม่เห็นประโยชน์ อย่าไปให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ในหนังสือพิมพ์ มันไม่เกิดประโยชน์”
ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ สื่อหลักทั้งหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์รายงาน ตรงกันทุกสำนัก ถึงคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ต่อกรณีเจ้าหน้าที่ฉุดกระชากลากตัว ล็อกคอใช้มือปิดปากหญิงสูงวัยที่ตะโกนด่าทอตำหนิการทำงานของนายกฯ ระหว่างลงพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ก่อนนำขึ้นรถไปดำเนินคดีที่โรงพัก
ภาพเหตุการณ์ตีพิมพ์ลงหน้า 1 หนังสือพิมพ์ เป็นคลิปไวรัลในโซเชี่ยล เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางลบไปทั่วทุกมุมเมือง
เจ้าหน้าที่กระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือไม่ เห็นกันอยู่
แต่ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น คือคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์
ทั้งที่อยู่ในช่วงใกล้เลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์เสนอตัวขอกลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ
จริงอยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ชุลมุน แต่เมื่อรับรู้ภายหลังแทนที่จะส่งสัญญาณกำชับตักเตือนเจ้าหน้าที่ไม่ให้ปฏิบัติกับประชาชนเช่นนี้อีก ถึงจะเป็นผู้มีความเห็นต่างกับนายกฯ หรือรัฐบาลก็ตาม
เพราะมันเป็นเหตุการณ์ปกติมากๆ เวลานักการเมืองหรือพรรคการเมืองลงพื้นที่พบปะประชาชนช่วงเลือกตั้ง
ต้องเจอทั้งคนรักคนเกลียด เจอกองเชียร์ชูป้ายสรรเสริญเยินยอ ต้องเจอกับกองแช่งชูป้ายตะโกนด่าทอ
ในสถานการณ์ได้เสียทางการเมือง นักการเมืองที่มีวุฒิภาวะก็จะอดทน อดกลั้น เปิดใจรับฟังประชาชนฝ่าย เห็นต่างที่แสดงออก
อาจไม่ทันห้ามปรามเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเพราะไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย แต่หลังเหตุการณ์ก็ไม่ควรพูดส่งเสริมให้ท้าย เจ้าหน้าที่
โดยเฉพาะคนเป็นผู้นำ หรือคนที่เตรียมเสนอตัวให้ประชาชนเลือกเป็นผู้นำ ถ้าไม่ได้มีหัวจิตหัวใจเป็นเผด็จการอำนาจนิยม กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจต้องกล่าวคำ ขอโทษประชาชนเสียด้วยซ้ำไป
เรื่องแบบนี้หากนักการเมืองคนไหน ไม่เข้าใจ ก็สมควรวางมือกลับบ้านไป