ปตท.ตะลุยเนเธอร์แลนด์
มุ่งสู่การเป็นบริษัทพลังงานสะอาด

รายงานพิเศษ

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ก่อตั้งขึ้นมานานกว่า 4 ทศวรรษ กำลังถูกการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ก่อเกิดสภาวะโลกร้อน

จนต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันหยุดยั้ง การปล่อยก๊าซเรือนกระจก สาเหตุโลกร้อนในปัจจุบัน โดยการเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต (Future Energy)

พร้อมมุ่งเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ใหม่ สู่พลังงานแห่งอนาคต 4 กลุ่ม ได้แก่ พลังงานทดแทน ระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และไฮโดรเจน

นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน บินลัดฟ้าศึกษาดูงาน ที่ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 24-30 มี.ค. 2566 เพื่อตอกย้ำ วิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อน ทุกชีวิต ด้วยพลังแห่งอนาคต” สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และแผนการดำเนินงานให้เติบโตไปสู่พลังงานอนาคตและธุรกิจใหม่ที่ไปไกลกว่าพลังงาน โดยคณะมุ่งหน้าไปที่

ท่าเรือรอตเตอร์ดัม (Port of Rotterdam)

ท่าเรือขนส่งสินค้าที่ใหญ่ติดอันดับ 10 ของโลก มีแนวทางการพัฒนาการใช้พลังงานในรูปพลังงานสะอาดแทนการใช้พลังงานจากฟอสซิลที่ก่อให้เกิดมลภาวะ เพื่อมุ่งสู่ท่าเรือที่ยั่งยืน อาทิ พลังงานลมจากกังหันที่ติดตั้งทั่วท่าเรือ และยังอยู่ระหว่างติดตั้งเพิ่มในพื้นที่กลางทะเล พลังงานแสงอาทิตย์จากการติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์จำนวนมากบนพื้นที่แหล่งน้ำรอบท่าเรือ และอาคารต่างๆ

ขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงเป็นไฮโดรเจนและพลังงานสะอาดมากขึ้น รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการขนส่งให้ใช้พลังงานสะอาด ทั้งทางรถ รถไฟ และเรือ ตั้งเป้าสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) ของทวีปยุโรปด้วย

ชุมชนลอยน้ำอัจฉริยะ Schoonschip

ตั้งอยู่ในคลอง Johan van Hasselt ทางเหนือของกรุงอัมสเตอร์ดัม ออกแบบโดย Space&Matter สำนักงานสถาปนิกสัญชาติเนเธอร์แลนด์ เมื่อ 12 ปีก่อน ปัจจุบันชุมชนลอยน้ำอัจฉริยะต้นแบบนี้มีอยู่ 30 ยูนิต อยู่อาศัยรวมเป็น 46 ครอบครัว หรือสมาชิกรวมประมาณ 150 คน

บ้านแต่ละหลังสร้างบ้านลอยน้ำ ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา เพื่อผลิตไฟฟ้า โดยมีแบตเตอรี่เพื่อกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ยามต้องการ หากไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือเกินความต้องการ ไฟฟ้าที่ผลิตในชุมชนจะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ผ่านระบบไฟฟ้าสมาร์ตกริด (Smart Grid) หากไฟฟ้าเกินความต้องการใช้ก็ขายเข้าระบบสมาร์ตกริดของการไฟฟ้า

นอกจากนี้ ชุมชนลอยน้ำของบ้านแต่ละยูนิตจะมีระบบกักเก็บ น้ำฝนบนหลังคาเพื่อหมุนเวียนใช้งานในบ้าน โดยมีเครื่องทำน้ำร้อนอยู่ในชั้นล่างสุดใต้น้ำ หรือใต้บ้าน เชื่อมระบบความร้อน เพื่อเปลี่ยนอุณหภูมิของน้ำให้เหมาะสมแต่ละฤดูกาล ทำให้บ้านแต่ละยูนิตไม่ต้องมีเครื่องปรับอากาศ และของเสียจากน้ำหรือของเหลือใช้ผลิตเป็นพลังงานจากก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือน และน้ำในส่วนที่ใช้แล้วสามารถบำบัดได้ก็จะบำบัดก่อนปล่อยลงคลองต่อไป

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้บริหารปตท.และคณะสื่อมวลชน

โดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวว่า จากนี้ต่อไป ปตท.จะมุ่งสู่การเป็นบริษัทพลังงานสะอาด สอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593

ดังนั้น การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอนาคต ทั้งถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจะค่อยๆ ลดลงในอนาคต การใช้ถ่านหินจะลดลงเร็วกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ถัดมาคือ น้ำมัน ส่วนก๊าซธรรมชาติจะลดลงช้า ปตท.ยังมุ่งเน้นในการขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติ คือ LNG และมุ่งมองหาพลังงานหมุนเวียนอื่นมาเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งหลักๆ จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวมถึงพลังงานทางเลือกอื่น โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานไฮโดรเจน ซึ่ง ปตท.มีโครงการศึกษาร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ในการผลิต หรือสร้างกรีนไฮโดรเจนในประเทศไทย

บริเวณท่าเรือรอตเตอร์ดัม 3 ชุมชนลอยน้ำอัจฉริยะ ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้า

ท่าเรือรอตเตอร์ดัมสู่ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3

ดังนั้น ปตท.มีเป้าหมายที่จะนำโมเดลพัฒนาท่าเรือรอตเตอร์ดัม เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 สู่เป้าหมายเป็น Green Port เน้นใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และมองโอกาสในการต่อยอด พัฒนาสู่การผลิต Green Hydrogen โดยความเหมาะสม ในขณะนี้ที่เห็นชัดคือ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ติดตั้ง โซลาร์เซลล์ และใช้ระบบเทคโนโลยีต่างๆ ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

โครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 อยู่ระหว่างการถมทะเล และออกแบบและจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าปี 2566 จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างหน้าท่าเทียบเรือได้ทันทีและจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2568

โดยการพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ให้เป็น Green Port แห่งแรกของไทย ประกอบด้วย การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์เครื่องจักรภายในท่าเรือ การขนส่งในบริเวณท่าเรือจะใช้รถบรรทุกไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วย

รวมทั้งการใช้พลังงานทางเลือกส่วนใหญ่จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และ Hydrogen Fuel cell เพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอน มีการนำระบบ IT Intelligence มาใช้ในการจัดการพลังงานภายในท่า และจราจร, การบริหารจัดการของเสีย และรีไซเคิลน้ำภายในท่าเรือ เป็นต้น

ติดแผ่นโซลาร์เซลล์บนพื้นที่แหล่งน้ำรอบท่าเรือ

อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวนี้สามารถเชื่อมต่อระบบรางจากแหลมฉบังไปยังลาวและจีน ในการขนส่งสินค้าไปยังจีนโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนไฮสปีดเทรน

ด้าน นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย กล่าวถึงกรอบในการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ว่า ขณะนี้ได้มีการว่าจ้างทางท่าเรือรอตเตอร์ดัมในการออกแบบการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง สู่เป้าหมาย Green Port 100% แห่งแรกในไทย ซึ่งแน่นอนว่าภายในท่าเรือจะต้องไม่มีการผลิตและปล่อยของเสีย รวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งโจทย์สำคัญจะต้องมีการพัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อใช้ภายในพื้นที่ท่าเรือ

พลังงานลมจากกังหันที่ติดตั้งทั่วท่าเรือ

ใช้เอไอ-บล็อกเชน (Blockchain) ช่วยซื้อขายไฟฟ้าในนิคม

นายนพดลกล่าวว่า ชุมชนลอยน้ำอัจฉริยะ Schoonschip มีการบริหารจัดการไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านสมาร์ตกริด เช่นเดียวกับ ปตท. ที่ได้ร่วมมือกับ บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ บริษัท เซอร์ทิส จำกัด (Sertis) ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะด้วยดิจิทัล หรือ “Smart Energy Platform”

สำหรับการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ โดยใช้เทคโนโลยีเอไอ และบล็อกเชน (Blockchain) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟฟ้าภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ ERC Sandbox หรือโครงการทดลองด้านนวัตกรรมพลังงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อหรือขายไฟฟ้าจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างกันเองได้อย่างเสรีผ่านระบบสายส่งของการไฟฟ้า

ขณะนี้ได้เริ่มทดสอบการซื้อขายไฟฟ้าโดยมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ RENEX มากกว่า 20 บริษัท ถือเป็นโครงการนำร่องที่ทำเชิงพาณิชย์

นายอรรถพลกล่าวสรุปไม่ว่าเทคโนโลยีใดที่มีการพัฒนาไปในทิศทางใด ทาง ปตท.ก็พร้อมที่จะเป็นหัวหอกในพัฒนาควบคู่กันไป

พัทธ์ธีรา วงษ์อัศวกรณ์

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน