ตําแหน่ง “รองประธาน” ของ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา กำลังอยู่บนความไม่แน่นอน
เป็นความไม่แน่นอนที่มิได้มีผลสะเทือนเพียงแต่ต่อตำแหน่ง “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1” ซึ่งยังเป็นของ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา
หากแต่สัมพันธ์กับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน”
มีความพยายามจะผลักดันให้พรรคก้าวไกลเข้ารับตำแหน่งเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ให้จงได้เพื่อสร้างเงื่อนไขบีบ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ต้องสละตำแหน่ง
นั่นคือ ตำแหน่ง “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1”
หากมองตามหลักเกณฑ์ การสร้าง “กระแส” ในเรื่อง “ผู้นำฝ่ายค้าน” มีความชอบธรรม
ในเมื่อพรรคก้าวไกลมีจำนวน สส.มากเป็นอันดับ 1 ในเมื่อแจ่มชัดยิ่งจากสถานการณ์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ชัดเจน
ชัดเจนว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี
ความหมายก็คือ พรรคก้าวไกลต้องเป็นฝ่ายค้าน และเมื่อพรรคก้าวไกลมีจำนวน สส.มากที่สุดก็ต้องเข้ารับตำแหน่งเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน”
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ก็ต้องพ้นจาก “รองประธานสภาฯ”
ปมอยู่ที่พรรคก้าวไกลไม่ต้องการเป็น นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ไม่ต้องการลาออก
ไม่เพียงไม่ลาออก ตรงกันข้าม นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ยังขยันอย่างยิ่ง ยังเสนอมิติใหม่อย่างยิ่งในการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐสภา
ในการเปลี่ยนแปลงและสร้างมิติใหม่ของ “รัฐสภา”
ความขยันตรงนี้เองที่อาจจะกลายเป็น “อันตราย” ทำให้กระแสบีบกดให้ต้องพ้นจากตำแหน่งจะอึกทึกครึกโครมขึ้นเป็นลำดับ
เข้าทำนอง “ทำดี” แต่ “อย่าเด่น”
ความเด่นในการทำงานของ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา นั้นเองที่อาจจะกลายเป็น “ภัย”
เนื่องจากวิธีการในการ “ทำงาน” ของ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สร้าง “ความต่าง” เป็นอย่างสูง ไม่ว่าใน “อดีต” หรือแม้กระทั่งใน “ปัจจุบัน”
ยิ่งอยู่นาน คนยิ่งเห็นพลังจากพรรคก้าวไกลเป็นรูปธรรมชัดเจน