ปี 2566 เกษตรกรไทยเผชิญอุปสรรคจากภาวะฝนน้อยลงและราคาพืชเกษตรในกลุ่มยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ลดลง ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรกลุ่ม 5 พืชหลักลดลง 3.9% หรืออยู่ที่ 8.26 แสนล้านบาท
รวมถึงในปี 2567 สถานการณ์ภาคเกษตรยังน่ากังวลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ลดลงจากภัยแล้งและภาวะฝนน้อยที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มพืชต้องการน้ำมาก ส่งผลให้รายได้เกษตรกรกลุ่ม 5 พืชหลักหดตัวต่อเนื่องอีก 4.2%
ทั้งนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญยังส่งผลในรูปแบบของผลกระทบที่เกี่ยวข้อง (Domino Effect) จากประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องพบว่า อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรได้รับผลกระทบสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำ
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและ สารเคมีทางการเกษตรมีการขยายตัวสูงจากภาวะราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับเพิ่มสูงด้วยปัญหาฝั่งอุปทานจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และเป็นช่วงเวลาที่จีนยังไม่เปิดประเทศอย่างสมบูรณ์ รวมถึงต้นทุนการผลิตที่เร่งขึ้นตามราคาพลังงาน
ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยปุ๋ยเคมีในปี 2565 ขยับเพิ่มขึ้นถึง 145% เมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้มูลค่าอุตสาหกรรม ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรในปี 2565 สูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่ 3.45 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 สถานการณ์ของอุตสาหกรรม ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรเริ่มได้รับแรงกดดันจากราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวลงในช่วง 7 เดือนแรกกว่า 22% จากปัญหาอุปทานที่เริ่มคลายตัว แต่จากปริมาณการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ยังเพียงพอสำหรับการชลประทานทางการเกษตรจากฝนที่ตกมากในปี 2565 ผลกระทบจากปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจึงค่อนข้างจำกัด มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและสารเคมีอาจปรับลดลงที่ 23% หรือลดลงเหลือ 2.66 แสนล้านบาท
ในปี 2567 คาดปรากฏการณ์เอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อไปยังอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรซ้ำเป็นระลอกที่สอง จากภาวะผลกระทบของราคาที่ถีบตัวสูงในปีก่อนหน้า ด้วยภาวะฝนน้อยและภัยแล้งที่ส่งผลให้เกษตรกรต้องวางแผน ลดปริมาณเพาะปลูก ส่งผลต่อปริมาณการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่ ลดลงและราคาปุ๋ยเคมีที่อาจปรับลดลงอีกตามกลไกราคา
ส่งผลให้คาดการณ์ตลาดของอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรในปี 2567 อาจหดตัว 24-28% เหลือ 1.92-2.04 แสนล้านบาท
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี