เอ่ยชื่อ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่หลายคนมองว่าเป็นหนึ่งในผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก้าวไกล
หลายๆความเห็นของนายปิยบุตร วิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมาในลักษณะจี้ใจดำ อาจสร้างความไม่พอใจให้เหล่าแฟนคลับ หรือสมาชิกพรรคก้าวไกลบางคน
แต่ก็มีสมาชิกพรรคไม่น้อย รวมถึงคนวงนอกที่เห็นด้วย และมองว่าเสียงติติง และข้อเสนอแนะช่วยกระตุกเตือนพรรคก้าวไกลไว้หลายครั้ง
ล่าสุด นายปิยบุตรโพสต์เฟซบุ๊กและ x เตือน ‘ฝ่ายก้าวหน้า’ ถึงการทำ “สงครามทางความคิด” ไว้ดังนี้
นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน พลังของฝ่ายก้าวหน้าก้าวรุดหน้ามากขึ้นทั้งในทางปริมาณและในทางคุณภาพ
อาจกล่าวได้ว่าตลอดเกือบ 2 ทศวรรษนี้ พลังฝ่ายก้าวหน้าทำ “สงครามทางความคิด” (War of Position) รุกคืบ เอาชนะฝ่ายอนุรักษ์/ฝ่ายชนชั้นปกครองมากขึ้นตามลำดับ
ด้วยสถานการณ์ที่ “สิ่งเก่าใกล้ตาย แต่ยังไม่ตาย สิ่งใหม่จะเกิด แต่ยังเกิดไม่ได้” แบบที่กรัมชี่ (นักเศรษฐศาสตร์ การเมืองชาวอิตาเลียน) ว่าไว้เช่นนี้ ทำให้ยังไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะโดยเด็ดขาด
พลังใหม่ฝ่ายก้าวหน้ายังไม่สามารถขึ้นครองอำนาจรัฐได้ ในขณะเดียวกัน พลังฝ่ายชนชั้นปกครองยังครองอำนาจอยู่ แต่สูญเสีย “อำนาจนำ” ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ความยินยอมพร้อมใจได้ดังเดิม ต้องใช้อำนาจบังคับกดปราบเป็นหลักแทน
ผลการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 และเหตุการณ์การแสดงออกทางการเมืองในช่วงปี 63-64 คือ ผลรูปธรรมที่แสดงให้เห็นถึงการรุกคืบของพลังฝ่ายก้าวหน้า จึงเป็นที่มาของการสนธิกำลังกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง “ชนชั้นนำดั้งเดิม+ชนชั้นนำทางการเมือง+ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ” เพื่อรักษาอำนาจและสถานะให้คงอยู่ดังเดิมต่อไป
พวกเขาทราบดีว่า การรักษาอำนาจสถานะให้คงอยู่ต่อไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย คือการรอวันล่มสลาย ดังนั้น ต้องปฏิบัติการรุกคืบเอาคืนฐานที่มั่นทางความคิด War of Position โต้กลับ กำลังดำเนินไป
เมื่อพลังฝ่ายก้าวหน้า ต้องการการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ฝ่ายอนุรักษ์และชนชั้นปกครองก็ต้องทำความคิดสะกดคนให้เชื่อว่า มันเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากอยากเปลี่ยนแปลงก็ต้องใช้การประนีประนอม ยอมถอยแบบทุกกระบวนท่า ไม่มีเงื่อนไข เพื่อแลกกับการเข้าไปมีอำนาจ
เรื่องทางเศรษฐกิจก็สำคัญ ต้องทำให้คนมั่นใจว่า ชีวิตเราเอาเท่านี้ไปก่อน อย่างน้อยก็ดีกว่าเดิม พวกเขาต้องอธิบายว่า ความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 20 ปี กำลังหมดไป คนรุ่นใหม่ เมื่อเติบโตขึ้นก็ต้องการชีวิตที่ดี หันหน้ามาทำชีวิตให้มีความสุขในแต่ละวันดีกว่า ฯลฯ
นี่คือการทำสงครามทางความคิดโดยฝ่ายชนชั้นปกครองเพื่อโต้กลับฝ่ายก้าวหน้า เมื่อพวกเขาโต้กลับเช่นนี้ พลังฝ่ายก้าวหน้าก็ต้องเข้าสมรภูมิการทำสงครามทางความคิดนี้เพื่อต่อสู้
มวลชน สมาชิก ผู้ปวารณาตัวสังกัดฝ่ายก้าวหน้า คือ ปัญญาชน ในความหมายแบบที่กรัมชี่บอก ทุกคนรับบทบาทในการทำงานทางความคิดได้
แต่การต่อสู้ทางความคิดกับพวกเขา ด้วยการตอบโต้รายวัน รายชั่วโมง ในโลกโซเชี่ยล จับผิดเรื่องเล็กน้อย โต้เถียงกันไปมาในโลก X แบบที่ทำกันอยู่ดาษดื่น ณ เวลานี้ อาจช่วยทำให้สบายใจ สะใจ หรือปรามการโจมตีของอีกฝ่ายได้อยู่บ้าง แต่นี่ไม่ใช่ยุทธวิธีที่จะเอาชนะทางความคิดได้
การรบทางความคิดรอบใหม่ (หลังจากพวกเขาสนธิกำลังกันสามฝ่าย) ต้องนำเสนอสังคมแบบใหม่ในฝัน ทำให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต้องนำเสนอความเป็นไปได้ สู้กับความเชื่อที่ว่าเป็นไปไม่ได้ มิใช่ เฝ้ามองว่านายกฯ หลุดอะไร มีประเด็นอะไรให้เอาไปแซะต่อได้บ้าง
พรรคการเมืองและนักการเมืองของพรรค ต้องรับบทบาทชี้นำ มวลชนเอาการเอางานของพรรคทั้งออนกราวด์และออนไลน์ ต้องช่วยกันชี้นำ ยิ่งปล่อยให้สังคมสิ้นหวังเท่าไร
ยิ่งปล่อยให้คนจำนวนมากรำคาญกับการซัดกันไปมาในเรื่องไม่เป็นเรื่องระหว่างสองฝ่ายเท่าไร ก็ยิ่งทำให้พวกเขาชนะในสงครามความคิดรอบใหม่นี้
จุดเริ่มต้น อาจต้องให้พรรคและนักการเมืองของพรรคผลิตคอนเทนต์ ชี้นำความคิดออกมา และมวลชนผู้สนับสนุนพรรคขยายงานความคิดต่อ เหมือนกับสมัยที่เป็นฝ่ายค้านตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
นับตั้งแต่เลือกตั้งจบ จนถึงตอนนี้ ผมเห็นว่า มวลชนผู้สนับสนุนพรรคส่วนใหญ่ไปถกเถียงกันแต่ประเด็นเดิม หากพรรคและนักการเมืองของพรรค เริ่มต้นชี้นำเนื้อหาสาระ ผลิตสาระให้มากขึ้นก็จะช่วยก่อรูปการขยายงานความคิดได้ต่อ
การตอบโต้ที่ดำเนินกันในทางโลกออนไลน์ โดยเฉพาะใน X นี้ ส่วนใหญ่ มีเนื้อหาจำพวก: พรรคที่ฉันเชียร์เก่งกว่าพรรคที่เธอเชียร์ พรรคที่ฉันเชียร์ทำเรื่องนี้ก่อนพรรคที่เธอเชียร์ ผู้นำพรรคที่ฉันเชียร์ เท่ คูล ดูดี อินเตอร์ มีคนแห่แหนยอมรับมากกว่าผู้นำพรรคที่เธอเชียร์ ผู้นำพรรคที่ฉันเชียร์ชอบธรรมกว่านายกฯ ของพวกเธอ เพราะได้ ส.ส.มา 151 คน 14.4 ล้านเสียง เป็นต้น

การโต้เถียงในเรื่องทำนองนี้ไม่ได้ทำให้พลังฝ่ายก้าวหน้าเอาชนะในสมรภูมิทางความคิด (War of Position) ยกใหม่ต่อพลังอนุรักษ์และชนชั้นปกครอง ตรงกันข้าม ยิ่งไปสาละวนถกเถียงแต่เรื่องพรรค์นี้ ก็จะยิ่ง “เข้าทาง” War of Position ของฝ่ายอนุรักษ์
พลังฝ่ายก้าวหน้าต้องนำเสนอสิ่งใหม่ สังคมใหม่ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ ให้เห็นเป็นรูปธรรม พรรคที่ปวารณาตนเป็นตัวแทนของพลังใหม่ แกนนำ นักการเมืองพรรค สมาชิกของพรรค ต้องชี้นำความคิดมวลชน มิใช่ไปร่วมอยู่ใน “สนาม” โต้เถียงแบบนี้ หรือไปมุ่งแต่นำเสนอประเด็นกระแสฉาบฉวย ไม่เพียงพอและไม่ยั่งยืน
วันนี้ หมดเทศกาลเลือกตั้งแล้ว ต้องเร่งเข้าทำงานความคิดต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้ฝ่ายชนชั้นปกครอง ซึ่งมีอำนาจรัฐ อำนาจงบประมาณขยายงานทางความคิดแต่เพียงฝ่ายเดียว
พรรคและนักการเมืองของพรรค ต้องนำเสนอภาพสังคมใหม่ การเปลี่ยนแปลงใหม่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปแล้วจะดีอย่างไร มวลชนเอาการเอางานของพรรค ก็ต้องช่วยขยายความคิดต่อ
มิใช่ ตื่นเช้า เปิดคอมพ์ ค้นหาประเด็นด่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และพรรคอื่น หากทำเพียงเท่านี้ ก็เข้าไปอยู่ในเกมของพวกเขา และทำให้คนกลางๆที่ไม่ได้สังกัดทางไหนแบบเอาการเอางานเต็มร้อย เบื่อ และถอยหนี
ภายหลังความเห็นดังกล่าวถูกแชร์ในโลกโซเชี่ยลจำนวนมาก มีบางคนตีความว่าเป็นการห้ามด่านายกฯ รุ่งขึ้น นายปิยบุตร โพสต์ชี้แจงว่า มีตรงไหนที่ผมบอกว่าห้ามด่านายกฯ สงสัยอ่านไม่แตก อ่านไม่ครบ ไม่อ่าน หรือ อ่านจากพาดหัวดราม่าเพื่อเรียกยอด
ผมเสนอว่า ถ้าต้องสู้รบในสมรภูมิทางความคิดรอบใหม่ การจับผิดนายกฯ ในประเด็นหยุมหยิม แซะรายวัน รายชั่วโมง พร้อมยกตัวอย่างที่ทำกันอยู่ดาษดื่นใน X ทำแค่นี้ไม่เพียงพอ และจะไปเข้าทางพลังฝ่ายอนุรักษนิยม
ต้องเติมและเน้นไปที่การนำเสนอโครงการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแบบใหม่ โลกในฝันแบบใหม่ที่ต้องการไปให้ถึง เป็นรูปธรรม
คิดกันจริงๆ หรือว่า ถ้ามวลชนเอาแต่โต้เถียงเรื่องหยุมหยิมกันแบบนี้จะช่วยขยายฐานความคิดใหม่ ช่วยทำให้พรรคก้าวไกลได้เสียงเพิ่มอีก 6 ล้าน ได้ ส.ส.เพิ่มอีก 100 คน ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ย้ำ ผมไม่ได้บอกว่าห้ามด่านายกฯ แต่เสนอให้นำเสนอใหม่ เพื่อขยายความคิดใหม่ ดึงคนใหม่เพิ่ม ผมไม่ได้ด่าพรรคก้าวไกลเลย แต่เสนอให้พรรคและนักการเมืองของพรรคผลิตคอนเทนต์ชี้นำมวลชนให้มากขึ้น ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเขาพยายามทำกันหลายชิ้น แต่ไม่ค่อยถูกเอาไปขยายผล
กรณีความเห็นเรื่องพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยก็เหมือนกัน คิดกันเป็นตุเป็นตะว่าผมส่งสัญญาณให้ “ล้มมวย” เพื่ออยากร่วมรัฐบาล บ้างไปไกลขนาดว่า ผมจะไปหางานทำกับเพื่อไทย (ข้อหาเพ้อเจ้อแบบนี้มาอีกแล้ว) ไปฟังให้ชัดๆ ในรายการช่อง Friends Talk
ผมชวนให้คิดว่าถ้าอยากให้ก้าวไกลเป็นแกนนำรัฐบาลครั้งหน้าก้าวไกลจะทำอย่างไร ผมออกตัวชัดเจน ไม่ได้มองการเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ก้าวไกลเปลี่ยนสังคมไทยได้ทันที การเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือขยายงานความคิด มากกว่าเรื่องได้เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แล้วจะเปลี่ยนประเทศได้ชั่วข้ามคืน
ผมจึงไม่คิดว่าต้องการเป็นรัฐบาลไวๆ ด้วยการเลือกตั้งไม่กี่ครั้ง แต่ทราบดีว่าคนในก้าวไกลและผู้สนับสนุนจำนวนมากต้องการให้เป็นรัฐบาลแล้ว เมื่อหลายคนต้องการแบบนี้ ผมจึงคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าก้าวไกลจะเหนื่อยกว่าเดิม
แน่นอนเราก็คงต้องรณรงค์ให้ ผมก็พูดอยู่ทุกครั้ง ทุกตอน ครั้งหน้าต้องเลือกให้ถล่มทลายกว่าเดิม แต่ถ้าไม่ได้ล่ะ
ดังนั้น หากอยากเป็นรัฐบาลไวๆ ซึ่งผมเฉยๆ มองการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ไกลกว่าการเลือกตั้งเป็นครั้งๆอยู่แล้ว แต่การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการเร่งและขยายฐาน การปล่อยให้ผู้สนับสนุนจำนวนมากเดินกันแบบที่เป็นอยู่ ก็จะทำให้ก้าวไกลลำบากมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญแบบนี้ มันจะไปจบที่การตั้งรัฐบาลผสมอยู่ดี
ย้ำ ผมไม่ได้บอกว่าให้ก้าวไกลอ่อนข้อ ก้มหัวให้เพื่อไทย แต่ก้าวไกลต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้เต็มที่ ตรวจสอบรัฐบาลให้เต็มที่ เสนอโครงการการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แบบก้าวไกลให้เป็นรูปธรรม
และต้องคิดอ่านเรื่องการทำงานร่วมกับพรรคอื่นในระบบรัฐสภา ในยามจำเป็น เช่น การผลักดันร่างกฎหมาย ผมเชื่อว่าแกนนำพรรคเข้าใจดีและพยายามทำอยู่ แต่มวลชนจำนวนมากของพรรคไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไร