หากมองจากจำนวนและการไหลเข้าพรรคภูมิใจไทยของบรรดา “นักการเมือง”
จำนวนหนึ่งอาจเป็น ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย จำนวนหนึ่งอาจเป็น ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ที่มิได้เป็นเนื้อเดียวกับพรรคก้าวไกล
และจำนวนหนึ่งมาจากบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ
แต่ที่เป็นกลุ่มก้อนอย่างคึกคักกลับเป็น 6 คนจากพรรคพลังประชารัฐ เป็น 3 คนจากพรรคเศรษฐกิจไทย เป็น 1 คนจากพรรคชาติพัฒนา 1 คนจากพรรคประชาภิวัฒน์
นั่นก็คือ เป็นการไหลจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน
การปรากฏขึ้นของพรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจไทย เป็นการส่ง “สัญญาณ”
เนื่องจากพรรคเศรษฐกิจไทยมีรากฐานมาจากพรรคพลังประชารัฐ และสายสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แนบแน่น
เมื่อเกิด “อาการ” เช่นนี้ขึ้นย่อมเป็นอาการกระตุก
ไม่เพียงบ่งสะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่พรรคเศรษฐกิจไทยจักต้องทบทวน หากแม้กระทั่งพรรคพลังประชารัฐก็ต้องถามกันเองภายใน
อนาคตก่อนเข้าสู่ “โหมดเลือกตั้ง” จะต้องทำอย่างไร
การมองเข้าไปยังสภาพความเป็นจริงในพรรคพลังประชารัฐมีความสำคัญอย่างสูง
ที่เหลืออยู่ส่วนหนึ่งแวดล้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส่วนหนึ่งแวดล้อมบรรดารัฐมนตรีที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารในพรรค
ไม่ว่าจะกลุ่มเพชรบูรณ์ ไม่ว่าจะกลุ่มชลบุรี
คำถามจึงพุ่งตรงไปยัง “กลุ่มสามมิตร” ที่มี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวขบวนว่าจะคิดอย่างไร
ยังปักหลัก หรือว่าจะเปลี่ยนไปอยู่พรรค การเมืองอื่น
การมองพรรคพลังประชารัฐยังสัมพันธ์กับการมองพรรคเศรษฐกิจไทย
นั่นก็คือ การมองถึงบทบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่นก็คือ การมองว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเลือกและหาทางออกอย่างไรในทางการเมือง
ทุกอย่างต้องแจ่มชัดก่อนการเลือกตั้ง