สถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมารุนแรงอีกครั้ง จากครั้งแรกในห้วงวันที่ 24-28 ก.ค.2568 ก่อนยุติลงชั่วคราวตามข้อตกลงหยุดยิง ที่ลงนามกันที่มาเลเซีย

สำหรับการสู้รบระลอกที่ 2 เริ่มขึ้นวันที่ 7 ธ.ค.2568 โดยเปิดฉากกันที่ จ.ศรีสะเกษ จากนั้นขยายวงกว้างไปยังชายแดน จ.อุบลราชธานี จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ ต่อเนื่องถึงชายแดน จ.สระแก้ว และ จ.ตราด

ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตแล้วหลายนาย และบาดเจ็บอีกหลายสิบนาย ตามที่กองทัพและรัฐบาลรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ส่วนฝ่ายกัมพูชานั้นก็คาดว่าได้รับความสูญเสีย และผลกระทบจากการตอบโต้ของฝ่ายไทยเช่นกัน

จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้สถานการณ์จะบานปลายไปสู่อะไร และจะยุติลงเช่นไร

นอกจากความสูญเสียทางทหารแล้ว ยังตามมาด้วยความเสียหายและผลกระทบอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านที่พักอาศัย เพื่อให้พ้นจากวิถีอาวุธ

ขณะนี้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์อพยพแล้วกว่า 600 แห่ง มีประชาชนอพยพแล้วมากกว่า 1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้หญิง เด็กเล็ก ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง

ทั้งยังส่งผลให้โรงพยาบาล 19 แห่ง ต้องปิดบริการ และเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เช่นเดียวกับโรงเรียนอีกเกือบ 1 พันแห่งต้องปิดเรียน รวมทั้งผลกระทบทางด้านงบประมาณและเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกด้วย

ขณะที่ฝ่ายกัมพูชานั้น ก็คาดว่าประชาชนจะได้รับความสูญเสีย และผลกระทบไม่ต่างจากไทย

ในการสู้รบครั้งนี้ รัฐบาลและกองทัพประกาศไม่อดทนอดกลั้นกับการกระทำของกัมพูชาอีกต่อไป และจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของไทย

โดยยืนยันให้ความสำคัญสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย จะปฏิบัติการทางการทหารไปจนกว่ากัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงจุดยืน และกลับมาเลือกบนทางเดินสู่สันติภาพที่แท้จริง

นั่นคือท่าทีจากกองทัพไทย ขณะเดียวกันก็หวังว่ารัฐบาลจะยังคงใช้กลไกทางการทูต และใช้ช่องทางการเจรจาทวิภาคีกับกัมพูชา เช่น คณะกรรมการชายแดนในระดับต่างๆ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ยุติศึกการสู้รบโดยเร็ว เพราะยิ่งยืดเยื้อไปจะมีแต่ความสูญเสีย

อีกทั้งต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจต่อประชาคมโลกให้มากขึ้นด้วย เพื่อลดทอนข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาที่มีต่อไทยเช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน