ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบข้อสั่งการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงสถานการณ์รู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อวิกฤตพลังงานในประเทศไทย

จึงให้หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ เริ่มมาตรการเวิร์กฟรอมโฮม การทำงานจากที่บ้านโดยทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน และงดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ

นอกจากนี้ นายกฯ กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการดังกล่าว โดยคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับมาตรการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้ ที่ประชุมครม.ยังเริ่มรณรงค์ให้เป็นตัวอย่างด้วยการประหยัดพลังงาน ลดการเปิดเครื่องปรับอากาศ และไม่สวมสูท เป็นต้น

สำหรับการรับมือวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลยืนมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพและภาคขนส่ง

แต่ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีศักยภาพในการตรึงราคาได้ 15 วัน ดังนั้น ถ้าพยุงราคาต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการกู้เงินเพิ่มเติม

ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองนั้นรัฐบาลระบุว่าจากเดิมสำรองไว้ 60 วัน ก็จะจัดหาเพิ่มให้เป็น 95 วัน โดยนำเข้าจากแหล่งอื่น นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ควบคู่กับมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด และจำกัดปริมาณการซื้อเพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน

แต่ในสภาพความเป็นจริง นอกจากความแตกตื่นแล้ว มาตรการของรัฐบาลกลับส่งผลกระทบ และสร้างความเดือดร้อนต่อทั้งภาคเกษตร ภาคประมง ภาคการผลิต และการขนส่ง

การที่รัฐบาลให้หน่วยงานรัฐเริ่มดำเนินการมาตรการเวิร์กฟรอมโฮม ย่อมเป็นสัญญาณว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะรุนแรง และกินเวลายาวนานกว่าครั้งก่อนๆ

อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ประหยัดพลังงานโดยเริ่มจากหน่วยงานรัฐ และอาจขยายไปสู่ภาคเอกชน ถือเป็นเรื่องที่ดี และสมควรดำเนินการอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันทำได้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จะต้องช่วยกันบริหารสถานการณ์ให้ได้ ทั้งการตรึงราคาพลังงาน เพื่อลดค่าครองชีพและผลกระทบต่างๆ ตลอดจนการจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจต่อภาคส่วนต่างๆ

ที่สำคัญต้องให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อประชาชนจะได้เตรียมตัวรับมือว่ากำลังจะเผชิญกับสถานการณ์แบบใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน