ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ประชาชนต้องแบกรับ คดี “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” มาถึงจุดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ พร้อมเดินหน้าสืบสวนเชิงลึก หลังพบหลักฐานข้อพิรุธ และความผิดปกติในหลายประเด็น
จุดเริ่มต้นของเรื่องอยู่ที่คลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งตัวเลขการจ่ายน้ำมันไม่สมเหตุสมผล ในเดือนก.พ.2569 มีการจ่ายน้ำมันถึง 2.1 ล้านลิตร แต่พอเข้าสู่เดือนมี.ค. ช่วงเกิดภาวะขาดแคลน กลับจ่ายออกเพียง 400,000 ลิตร
ซึ่งสะท้อนความเป็นไปได้ของการ “กักตุนน้ำมัน” เพื่อหวังผลกำไรจากราคาที่พุ่งสูง
ขณะเดียวกัน การสืบสวนยังขยายไปถึงเส้นทางขนส่งทางทะเล ซึ่งพบความผิดปกติในเรือบรรทุกน้ำมันถึง 20 เที่ยว จาก 12 ลำ ใน 8 บริษัท มีทั้งการปิดสัญญาณระบุตัวตนและการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ การลอยลำกลางทะเลเพื่อถ่ายเทน้ำมัน และการเดินเรืออ้อมหรือประวิงเวลา
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักปฏิบัติปกติ และชี้ไปสู่ความเป็นไปได้ของการลักลอบถ่ายน้ำมันกลางทะเล
ยิ่งกว่านั้น ข้อมูลเอกสารการขนส่งบางส่วนถูกแก้ไขเวลาเดินทาง จากที่ควรใช้เพียง 1 วัน กลับกลายเป็น 1 เดือน ทั้งยังพบกรณีน้ำมันปลายทาง มีจำนวนมากกว่าต้นทาง ซึ่งสวนทางกับหลักความเป็นจริงที่น้ำมันควรระเหย และลดลงระหว่างขนส่ง ไม่ใช่เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐต้องใช้งบกองทุนน้ำมันกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อพยุงราคาพลังงานให้ประชาชน แต่กลับมีข้อสงสัยว่า เงินอุดหนุนดังกล่าวอาจถูกบิดเบือนไปเป็นกำไรของผู้ค้าน้ำมันแทน
ล่าสุดดีเอสไอเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องบริษัทขนส่งน้ำมัน 8 แห่งเข้าให้ปากคำ พร้อมรวบรวมหลักฐานทุกมิติ ตั้งแต่ต้นทางโรงกลั่น เส้นทางขนส่ง ไปจนถึงปลายทางคลังน้ำมัน เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงให้ชัดเจนที่สุด
กระบวนการสืบสวนคดีกักตุนน้ำมันของดีเอสไอครั้งนี้ ยังเป็นการระดมกำลังจากหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อปิดช่องโหว่พยานหลักฐานที่อาจเกี่ยวพันเป็นเครือข่ายใหญ่
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ประชาชนอยากรู้ ไม่ได้อยู่แค่มีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ แต่คือใครอยู่เบื้องหลัง และเครือข่ายนี้กว้างและลึกแค่ไหน
เพราะหากเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ หรือกระทบความมั่นคงด้านพลังงาน โทษทางกฎหมายก็จะยกระดับรุนแรงถึงขั้นจำคุกสูงสุด 10 ปี
สุดท้ายแล้วปฏิบัติการล่าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน จะไปได้ถึง “สุดซอย” คือสามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่แท้จริง ได้หรือไม่ ประชาชนในสังคมต้องร่วมกันติดตามกระบวนการสืบสวนสอบสวนทำคดี ชนิดอย่าให้คลาดสายตา