การประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ชูเป็นนโยบายเรือธง ในการยกระดับไทยเป็น “ฮับโลจิสติกส์” ของภูมิภาค
เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีการค้าโลก ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดเส้นทางขนส่งทางทะเล ที่เป็นคอขวดสำคัญของเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือ โครงการนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่ผ่านการศึกษามาต่อเนื่องนาน 6 ปี ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน โดยหน่วยงานด้านนโยบายและแผน ได้ข้อสรุปตรงกันว่า มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
อีกทั้งได้วางรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อหลีกเลี่ยงภาระงบประมาณแผ่นดิน พร้อมอ้างถึงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ เป็นแรงหนุนสำคัญ
ถึงกระนั้นเสียงคัดค้านจาก สส.ฝ่ายค้าน สว.บางส่วนและประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย ไม่ว่าคำถามถึงความคุ้มค่าระยะยาว ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น รวมถึงความโปร่งใสของกระบวนการตัดสินใจ
แม้รัฐบาลจะยืนยันทุกขั้นตอนต้องผ่านการวิเคราะห์อย่างรอบด้านก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ความเชื่อมั่นของสังคมไม่ได้เกิดจากคำยืนยันอย่างเดียว ยังต้องมาจากหลักฐานและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ โมเดลเดียวกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) แม้จะมีศักยภาพในการกระจายความเจริญ
แต่รัฐบาลก็ต้องตอบให้ได้ว่า การพัฒนาจะไม่ซ้ำรอยปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจุกตัวของผลประโยชน์ และผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่แค่ผลักดันโครงการให้สำเร็จ แต่คือการสร้างความไว้วางใจจากทุกภาคส่วน เปิดเผยข้อมูลรอบด้าน ชี้แจงข้อกังวลด้วยเหตุผลที่ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
บทเรียนจากโครงการขนาดใหญ่ในอดีต ชี้ให้เห็นว่า ต่อให้คุ้มค่าในเชิงตัวเลข แต่ถ้าขาดการยอมรับจากประชาชน โครงการก็ยากจะเดินหน้าได้ราบรื่น ความขัดแย้ง และต้นทุนทางสังคมที่ตามมา อาจสูงกว่าผลประโยชน์ที่คาดหวังไว้
ไม่ใช่เฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ทุกโครงการขนาดใหญ่ รัฐบาลต้องทำความเข้าใจ รับฟังข้อกังวล
รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนต่อเนื่องในทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสชัดเจน และยืนยันได้ว่าทุกนโยบายที่รัฐบาลขับเคลื่อน ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง