จากการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้รับมือภัยแล้ง และปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันและดูแลประชาชนที่จะได้รับผลจากภัยแล้ง

นายกฯ เน้นย้ำต้องให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาดและพอเพียง มีมาตรการให้เกษตรกรทำการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ มีรายได้ที่เหมาะสม

รวมทั้งต้องดูแลภาคอุตสาหกรรมด้วยในการเข้าถึงน้ำ โดยทั้งหมดต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากปัญหาภัยแล้ง และปรากฏการณ์เอลนีโญ

ขณะเดียวกัน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ สั่งการให้จัดเตรียมมาตรการเชิงรุกในการรับมือ เนื่องจากภาวะภัยแล้ง และปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ อาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรเป็นวงกว้าง

โดยจะใช้ 4 ยุทธศาสตร์ในการรับมือ เริ่มตั้งแต่การกักเก็บ และการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักอย่างเคร่งครัด การเติมน้ำด้วยปฏิบัติการฝนหลวง การปรับเปลี่ยนหันมาปลูกพืชระยะสั้นที่ใช้น้ำน้อย และการเฝ้าระวัง ด้วยระบบเตือนภัยและการเยียวยา

รวมทั้งให้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเตรียมพร้อมรับมือ และยกระดับการมีส่วนร่วมของอาสาสมัคร

ตลอดจนให้บูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำ ร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา และการชลประทาน เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเอลนีโญ

สําหรับเอลนีโญ เป็นปรากฏการณ์ทางสมุทรศาสตร์ ที่อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้อุณหภูมิผิวโลกสูงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกออกประกาศเตือนไปทั่วโลก และอาจจะรุนแรงมากในระดับที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ขณะที่การคาดหมายของกรมอุตุนิยม วิทยาไทย คาดจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค.2569 ส่งผลให้หลายพื้นที่ของไทยมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมการวางแผนรับมือแต่เนิ่นๆ โดยต้องระดมกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ บูรณาการร่วมกันทำงานอย่างเป็นเอกภาพ และสอดคล้องต้องกัน

โดยเฉพาะการดูแลช่วยเหลือภาคการเกษตร ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ผ่านพ้นจากปรากฏการณ์นี้ไปได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน