ประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่ 23 ม.ค.2568 ได้รับการยกย่องเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความเสมอภาคทางเพศในสังคมไทย แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำถามที่ยังค้างคาคือ ความเสมอภาคเท่าเทียมนั้น เป็นจริงในทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด
กรณี สส.พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดรับกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม จึงเป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ครบถ้วน
มาตรา 68 กฎหมายสมรสเท่าเทียมกำหนดไว้ชัดว่า หน่วยงานของรัฐต้องประเมินผลและเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับ
แต่ถึงขณะนี้ผ่านไป 1 ปีกว่า การปรับปรุงกฎหมายสำคัญหลายฉบับกลับยังไม่คืบหน้าแล้วเสร็จ
แม้กฎหมายบางส่วนจะตีความครอบคลุมสิทธิของคู่สมรสเพศหลากหลายได้โดยอัตโนมัติ เช่น สิทธิรับมรดก สิทธิรักษาพยาบาล แต่ยังมีหลายฉบับหากไม่แก้ไขจะทำให้คำว่า “สมรสเท่าเทียม” ไม่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน
โดยเฉพาะประมวลรัษฎากร กฎหมายอุ้มบุญ และกฎหมายสัญชาติ ซึ่งเกี่ยวกับสิทธิการสร้างครอบครัว การมีบุตร หน้าที่และสิทธิทางภาษีต่อบุตรหรือบุตรบุญธรรม และสถานะทางกฎหมายของสมาชิกครอบครัว
กฎหมายอุ้มบุญยังเปิดสิทธิให้เฉพาะคู่สมรสชาย-หญิง ส่งผลให้คู่สมรสชาย-ชาย หญิง-หญิง ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งที่ได้รับการรับรองสถานะคู่สมรสแล้วตามกฎหมายหลัก
พ.ร.บ.สัญชาติก็ยังมีเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ ต่อการสมรสชาย-หญิงมากกว่ารูปแบบอื่น ทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศยังต้องเผชิญข้อจำกัดในการขอสัญชาติไทยที่ไม่เท่าเทียม
หน่วยงานรัฐอาจมีข้อกังวลเรื่องการค้ามนุษย์ การอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ หรือการสมรสอำพรางเพื่อแปลงสัญชาติ แต่ข้อกังวลเหล่านี้รัฐสามารถออกแบบมาตรการป้องกัน ควบคุม และตรวจสอบได้ โดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธสิทธิของประชาชนทั้งหมด
สำหรับ Pride Month ในเดือนมิถุนายน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงอีเวนต์ประจำปี แต่รัฐบาลต้องใส่ใจในเนื้อหาสาระ การรับรองสิทธิทางกฎหมายของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
เพราะจะเป็นเครื่องสะท้อนเจตจำนงของรัฐบาล ว่ามีความจริงจังต่อการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคมมากน้อยแค่ไหน การทบทวน แก้ไข และปรับปรุงกฎหมาย จึงเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ
เพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศและประชาชนทุกคนได้เข้าถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น