สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 285 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 52
ถือเป็นไฟเขียวให้รัฐบาลเดินหน้าใช้อำนาจกู้เงินก้อนใหญ่ท่ามกลางคำถามจากหลายฝ่ายถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า และภาระหนี้ประเทศในอนาคต
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันการกู้ครั้งนี้เกิดจากวิกฤตพลังงานที่รุนแรงและอาจยืดเยื้อ จึงจำเป็นต้องมีเงินเร่งด่วนเพื่อพยุงค่าครองชีพประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ
รัฐบาลย้ำว่า งบก้อนนี้ไม่ใช่เงินแจกแบบไร้ทิศทาง แต่จะบริหารตามกรอบแนวคิด 5 ประการ คือ ใช้ให้ตรงเป้าหมาย เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปรับโครงสร้างระยะยาว โปร่งใสตรวจสอบได้ และทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน
ด้านพรรคร่วมฝ่ายค้าน สส.พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายทักท้วงพร้อมกับตั้งข้อสังเกตสำคัญหลายประเด็น โดยเฉพาะเงินกู้ก้อนหลังจำนวน 2 แสนล้านบาท
ที่ยังขาดแผนงานรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะใช้ในการแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงานอย่างไร เกรงว่าจะกลายเป็นการแตกเงินออกเป็นโครงการย่อยๆ ที่เห็นผลระยะสั้น แต่ไม่สามารถลดต้นทุนพลังงาน หรือค่าไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน
ที่หนักกว่านั้นคือคำถามว่า เหตุใดต้องใช้ พ.ร.ก. ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ ทั้งที่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นภารกิจที่สามารถวางแผนผ่านงบประมาณปกติ หรือระดมความร่วมมือจากรัฐวิสาหกิจ กองทุนพลังงาน และภาคเอกชนได้
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องว่ากู้ได้หรือไม่ได้ แต่คือกู้แล้วรัฐบาลใช้เงินเป็นหรือไม่
หลังได้รับไฟเขียวจากสภา รัฐบาลต้องพิสูจน์ว่าเงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะสร้างผลตอบแทนให้ประเทศคุ้มกว่าต้นทุนดอกเบี้ย และต้องตอบให้ได้ว่าเงินทุกก้อนจะไปถึงประชาชน ไม่ไหลไปสู่โครงการที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนหรือผู้รับเหมาบางราย
คำมั่นของนายกฯ อนุทิน เรื่องซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไม่รั่วไหลและไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร ต้องไม่จบลงแค่คำพูดในสภา แต่ต้องแปรเป็นระบบตรวจสอบที่ประชาชนมองเห็นได้จริง
เงินกู้คือหนี้ของประเทศ คนที่ต้องร่วมรับผิดชอบไม่ใช่รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่คือประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลจึงต้องใช้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้อย่างซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่าที่สุดเพื่อประเทศชาติและประชาชน
ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยม หรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง