ภายใต้สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ สิ่งที่กำลังท่วมตามมาคือ “น้ำการเมือง” เพราะทุกครั้งที่ชาวบ้านต้องอพยพขนของหนีน้ำ รัฐบาลก็ต้องรับแรงกดดันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายค้านหยิบปัญหาการบริหารจัดการน้ำมาใช้ตรวจสอบฝีมือรัฐบาลอย่างเต็มที่
สถานการณ์น้ำปี 2569 รัฐบาลไม่ได้บอกว่าไม่เตรียมการ ตรงกันข้าม มีมาตรการรับมือฤดูฝน 9 มาตรการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน และล่าสุดสั่ง 70 จังหวัดกับกทม.เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง
แต่คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า มาตรการบนโต๊ะประชุมกับการรับมือในพื้นที่จริงสอดคล้องกันแค่ไหน
สำหรับชาวบ้าน น้ำท่วมไม่ใช่แค่รายงานตัวเลขน้ำฝน น้ำเหนือ น้ำหนุน แต่คือบ้านที่จมน้ำ คน สิ่งของ สัตว์เลี้ยงที่ต้องอพยพ รายได้ที่หายไปและชีวิตที่หยุดชะงัก
นี่จึงเป็นบททดสอบฝีมือรัฐบาลอย่างแท้จริงมากกว่านโยบายแจกเงิน หรือโครงการประชานิยม เพราะเงินช่วยเหลืออาจบรรเทาความเดือดร้อนได้ แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าทำไมพื้นที่เดิมจึงท่วมซ้ำซาก
สิ่งที่คนสงสัยคือ รัฐบาลรู้หรือไม่ว่าน้ำจะมาเมื่อใด รู้พื้นที่จุดเสี่ยงและมีแผนรับมือตั้งแต่ก่อนน้ำมาถึงหรือไม่ กรณีอยุธยาสะท้อนภาพชัดเจน เมื่อสส.ภูมิใจไทยเคยสื่อสารว่าปี 2569 น้ำไม่น่าท่วมและควรเตรียมรับมือภัยแล้ง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน น้ำกลับเพิ่มสูงและเข้าท่วมพื้นที่ ชาวบ้านนำ “ปี๊บ” ไปมอบให้ถึงรัฐสภา
แน่นอนว่าการบริหารจัดการน้ำต้องมีทั้งแผนครอบคลุมทุกระยะ รัฐบาลเองกำลังผลักดันระบบข้อมูล “One Map น้ำ” และโครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาว
แต่คำอธิบายว่า ต้องใช้เวลา 7-8 ปีจึงจะเห็นผล ยังไม่ใช่คำตอบสำหรับคนที่กำลังถูกน้ำล้อมบ้านในวันนี้อยากได้ยิน
น่าเสียดายที่หลังมหาอุทกภัยปี 2554 รัฐบาลยุคนั้นเคยเสนอแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ
แต่โครงการไม่ได้เดินหน้าต่อ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังเกิดการรัฐประหารในปี 2557 ซึ่งหากแผนบริหารจัดการน้ำดังกล่าวได้ทำต่อ ประเทศอาจรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งได้ดีกว่านี้
บทเรียนจึงชัดเจน น้ำท่วมอาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้มากกว่าแผ่นดินไหวหรืออัคคีภัย การเตรียมตัวจึงต้องเริ่มก่อนน้ำมาถึง ไม่ใช่รอให้น้ำเข้าบ้านแล้วค่อยตั้งศูนย์ช่วยเหลือ รัฐบาลจะอ้างฝนหนักอย่างเดียวไม่ได้
สิ่งที่ประชาชนต้องการง่ายๆ จากรัฐบาลคือ เตือนให้ทัน ช่วยเหลือให้เร็ว ระบายน้ำให้เป็น และมีแผนรับมือฉุกเฉินที่สอดคล้องสถานการณ์จริง