คอลัมน์ ออกจากกรอบ : ฮักเชิล คิม

หนังสือพิมพ์ข่าวสด

มีใครบ้างที่ชอบความยากลำบาก? หากถามแบบนี้ก็คงไม่มีใครบอกว่าชอบใช่ไหมครับ
ใครๆ ก็อยากอยู่แบบสุขสบาย และจะดีมาก ถ้าทำทุกอย่างตามที่ต้องการได้ง่ายๆ

ครั้งนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องราวในยุคโบราณของเกาหลี สมัยนั้นผู้คนจะตั้งใจเรียน เพื่อเตรียมสอบเข้าตำแหน่งขุนนางที่เรียกว่า ‘ซัมบี’ เพราะหากว่าสอบผ่านก็จะได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น เช่น ปลัดจังหวัด เป็นต้น

มีสามีภรรยาคู่หนึ่งใช้ชีวิตอยู่ยากจน สามีนั้นไม่ได้ทำไร่ไถนาเหมือนครอบครัวทั่วไป ทำแค่ตั้งใจอ่านหนังสืออยู่บ้าน เพื่อเตรียมสอบตำแหน่งขุนนาง ส่วนภรรยาต้องออกไปเก็บข้าวที่ตกตามทุ่งนาเพื่อมาดำรงชีวิต ต้องอดทนแบบนั้น เพื่อให้สามีสอบติดและได้เป็นปลัด แม้ว่าจะเริ่มต้นอย่างยากลำบาก แต่พวกเขาก็พยายามอยู่อย่างนั้นโดยคิดว่าต้องอดทนอีกนิด อีกแค่นิดเดียวก็จะสบายแล้ว

วันหนึ่งขณะภรรยากำลังจะออกไปเก็บข้าวตกข้างนอก เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามืดครึ้ม จึงบอกกับสามีว่า ถ้าฝนตกลงมา ช่วยออกไปเก็บข้าวที่ตากไว้ แต่สามีก็ไม่ได้ตอบอะไร และเธอก็ออกไป หลังจากเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง ฝนก็ตกลงมาจริงๆ เมื่อมาถึงบ้าน เธอก็ตกใจที่เห็นสามียังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ ความโกรธพุ่งขึ้นจนเกินยับยั้ง หมดคำพูดกับสามีคนนี้ จนร้องไห้ออกมาและพูดว่า “ฉันจะทนอยู่กับสามีอย่างคุณได้อย่างไร ฉันทนอยู่กับสามีแบบนี้ไม่ไหวแล้ว” แล้วเธอก็ออกจากบ้านไป

ถึงแม้ภรรยาจะออกจากบ้านไปแล้ว แต่สามีก็ยังคงอ่านหนังสือเหมือนเดิม และยังคงใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ความพยายามก็สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ และสอบผ่านจนได้เป็นปลัดจริงๆ

ตอนที่เขาได้รับตำแหน่งก็มีการเฉลิมฉลองต้อนรับที่ได้มาเป็นปลัดประจำจังหวัดนั้น เขาขี่ม้าเข้าไปในหมู่บ้านที่เคยอาศัยอยู่ และได้พบกับอดีตภรรยาที่ยังคงทำงานเก็บข้าวตกเหมือนเดิม เมื่อทั้งสองพบกัน อดีตภรรยาก็ก้มกราบสามีแล้วกล่าวขอโทษ “ขอให้กลับมาใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนเดิมได้ไหม” เขาจึงบอกให้เธอไปตักน้ำมา แล้วเทลงที่พื้น จากนั้นให้เธอเก็บน้ำกลับมาใส่ถังเหมือนเดิม แน่นอนว่าไม่สามารถทำได้ ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองคนก็เป็นแบบนี้ คือไม่สามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้อีก

หลายครั้งที่เราไม่อยากเจอความยากลำบาก และไม่รู้จะทนไปเพื่ออะไร อันที่จริงการได้ใช้ชีวิตแบบนี้ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างให้เราหักห้ามใจและเรียนรู้ แต่ส่วนมากเรากลับเลือกที่จะหนี แล้วไปทำในสิ่งที่รู้สึกว่าง่ายกว่า

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งชื่อ มานิต ครับ มานิตเคยมาเรียนหลักสูตรเรื่องโลกของจิตใจกับผมเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน วันหนึ่งเขาก็หนีไปโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ ระหว่างนั้นก็ไปทำงานรับจ้างทั่วไป เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ แต่ถึงแม้จะทำงานมานาน ก็ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีแม้แต่จะจ่ายค่าเช่าบ้านด้วยซ้ำ

ผมมีโอกาสได้พบกับเขาอีกครั้ง จึงแนะนำให้เขามาที่อาคารมูลนิธิแห่งใหม่ที่เรากำลังก่อสร้าง เพราะเชื่อว่าเขาจะได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ผมถามว่า อยากจะเรียนปูกระเบื้องไหม เขาก็ไม่เอา แล้วถ้าฉาบปูนล่ะ เขาก็ไม่เอา หรืออยากจะทาสี เขาก็ไม่เอาอีก พอถามว่าทำไม เขากลับตอบว่า ไม่อยากจะทำสิ่งเหล่านี้ ทำไปก็เหนื่อย ไม่ชอบเลย

เป็นการตัดสินใจที่น่าตกใจมาก ทุกครั้งที่เขารู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำเริ่มยากขึ้น ก็จะหนี ทั้งชีวิตก็ได้แต่หนีไปเรื่อยๆ ไม่เคยคิดว่าถ้ายอมยากลำบากหรือเหนื่อยสัก 1 ปี ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้ แต่เพราะเลือกที่จะหนีทุกครั้ง จึงเสียเวลาไปเป็น 10 ปี โดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

ครั้งนี้ก็เช่นกันเขาตอบปฏิเสธออกมาโดยที่ไม่ต้องหยุดคิดด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่ายังไม่เริ่มทำ ก็กลัวและคิดว่าทำไม่ได้เสียแล้ว ถ้าเราไม่ยอมเผชิญกับสิ่งไหน และเลือกที่จะหนีไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่มีวันเติบโตขึ้น และก้าวข้ามมันไปแน่นอน

คนเรามีหลายอย่างให้เรียนรู้ครับ แต่น่าแปลกใจว่าหลายครั้งบทเรียนจะมาในรูปแบบที่เราไม่ค่อยอยากเจอเท่าไหร่ แต่กับเรื่องที่เราอยากเจอ กลับไม่สามารถเป็นบทเรียนดีๆ ให้เราได้ คำว่าลำบากในวันนี้ สบายในวันหน้านั้นใช้ได้จริงๆ ครับ แต่ไม่ใช่ว่ายอมลำบากในวันนี้แล้วจะไม่เจอความยากลำบากอีก แต่ที่ว่าสบายในวันหน้าหมายถึง แม้ว่าคุณเจอความลำบากในภายหน้า คุณก็สามารถผ่านมันไปได้ง่ายๆ และทุกครั้งคุณจะได้เรียนรู้และเติบโตครับ


ดร.(กิตติมศักดิ์) ฮักเชิล คิม
ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติ ประจำประเทศไทย
FB : Mind World by Kim Hak Cheol, Ph.D.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน