ร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยสปท.ด้านการสื่อสารมวลชน กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง

เมื่อ สปท.ยังเดินหน้าผลักดัน โดยคงไว้ซึ่งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ และบังคับให้ขึ้นทะเบียนสื่อมวลชน

ข้อกำหนดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างไรบ้าง มีเสียงสะท้อนจากอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักวิชาการด้านสันติวิธี และองค์กรสื่อ

โคทม อารียา
ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

การร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อฯ ของสปท. ส่วนตัวได้ติดตามดูอยู่แบบห่างๆ ขอยกตัวอย่างว่ากรณีตนเองซึ่งเป็นวิศวกร ก็มีสภาวิชาชีพของวิศวกรหรือวิศวกรรมสถานคอยกำกับมาตรฐานวิชาชีพ ชัดเจนถ้าทำอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย แล้วไฟชอร์ตหรือไฟดูดจนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แบบนี้ไม่ได้

หรืออาชีพทนายความซึ่งต้องว่าความในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน หรือแม้แต่อาชีพแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย เหล่านี้ล้วนต้องมีสภาวิชาชีพคอยกำกับมาตรฐานวิชาชีพนั้นๆ

แต่เมื่อพูดถึงอาชีพของสื่อมวลชนจะมีเรื่องของเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและความรับผิดชอบต่อหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

ดังนั้น หากจะมีการออกกฎหมาย มีสภาวิชาชีพสื่อออกมาเพื่อมาควบคุมสื่อ ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ เพราะอาจเกิดความไม่พอดี ไม่สอดคล้องกับเรื่องของเสรีภาพในการนำเสนอ รวมทั้งไม่ชัดเจนว่าสื่อจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร

เพราะการทำหน้าที่ของสื่อ คือการรายงานข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันหากเป็นการแสดงความคิดเห็นก็สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตใจ

กรอบของสื่อไม่จำเป็นต้องวางแนวทางว่าจะเป็นไปในลักษณะใด ไม่มีถูกผิดเหมือนกับการออกแบบสายไฟฟ้าซึ่งต้องถูกต้องชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากจะมีการควบคุมสื่อจริง ปัจจุบันสื่อแต่ละแขนงต่างก็มีสมาคมหรือสภาในการควบคุมดูแลกันเองอยู่แล้ว แม้จะไม่มีประสิทธิภาพมากนักแต่ก็เกิดประสิทธิภาพพอสมควร

และในกรณีที่มีการนำเสนอข่าวที่เกิดการหมิ่นประมาท หรือมีการโพสต์ข้อความทางโซเชี่ยลที่ไม่เหมาะสมหรือเกินเลยไป เหล่านี้ล้วนมีกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ที่จะดำเนินการกับสื่อที่กระทำผิดอยู่แล้ว สื่อก็จะถูกเซ็นเซอร์ตัวเองไปโดยปริยาย

ดังนั้น หากมีการตรากฎหมายดังกล่าวขึ้นมาบังคับใช้จริง ถึงขั้นที่ต้องขึ้นทะเบียนสื่อหรือมีอำนาจยุบสื่อได้ มองว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนมากพอสมควร

ที่สำคัญจะส่งผลเสียต่อรัฐบาลในระยะยาวได้ เพราะอาจเกิดการไม่รับฟังเสียงสะท้อนที่ตรงไปตรงมา เลือกฟังแต่พวกเพ็ดทูลหรือฟังแต่เสียงที่อยากฟังเท่านั้น

การใช้อำนาจรัฐหรือผู้มีอำนาจที่มากเกินไปในกรณีนี้จะมีความไม่เป็นประชาธิปไตย เสมือนรัฐผูกขาดอำนาจทางความคิดกับประชาชนได้ ซึ่งผู้มีอำนาจมักใช้อำนาจเพื่อตัวเอง

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กรณีพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิ์เสรีภาพสื่อฯ กำหนดให้มีสภาวิชาชีพสื่อ องค์ประกอบของกรรมการ 15 คน เหมาะสมหรือไม่ คิดว่าไม่ได้อยู่ที่องค์ประกอบ แต่อยู่ที่หลักคิดว่าเราทำกฎหมายเพื่ออะไร ต้องดูที่ตัวกฎหมายและนโยบาย

ถ้าออกกฎหมายที่ส่งผลในเรื่องสิทธิ มนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า องค์ประกอบของกรรมการจะเป็นตัวแทนจากส่วนไหนก็ตาม ถ้าอยู่ภายใต้การละเมิดและปิดกั้นก็ไม่มีความหมายทั้งสิ้น

การบังคับสื่อขึ้นทะเบียนไม่ทราบว่ามีจุดประสงค์อะไร แต่โดยทั่วไปคนที่ประกอบวิชาชีพสื่อมีประสบการณ์โดยตรง และการทำงานก็เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานของสังคม

ดังนั้น การตีตราหรือลงทะเบียน ต้องระมัดระวังว่าการที่รัฐไปควบคุม หรือไปจำกัดเรื่องสิทธิเสรีภาพการทำงานของสื่อ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ควรตรวจสอบดูแลกันเองมากกว่า ไม่จำเป็นที่รัฐต้องเข้ามาควบคุม

และแต่ละวิชาชีพก็มีองค์กรของเขาดูแลอยู่แล้ว เช่น แพทย์ก็มีแพทยสภาดูแลอยู่ ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอื่น และการควบคุมสื่ออาจทำให้การทำงานของสื่อต้องระมัดระวัง เรื่องที่ต้องเสนอความจริงกับสังคมอาจทำให้สื่อไม่กล้าได้

และการกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท ถือว่าหนักเกินไป การสร้างมาตรการบทลงโทษเป็นเรื่องการใช้อำนาจ รัฐต้องระมัดระวังมาก เป็นเรื่องที่จำกัดสิทธิเสรีภาพมากขึ้น เพราะรัฐมีอำนาจมากอยู่แล้ว

และสื่อถือเป็นฐานันดรที่ 4 ในการดูแลกันเองว่าถูกต้องตามมาตรฐานสังคมโลกหรือไม่ การใช้บทลงโทษตรงนี้ยิ่งทำให้การทำงานสื่อตกอยู่ในสภาวะความกลัว กลายเป็นสังคมแห่งความอึดอัด การกำหนดบทลงโทษอย่างนี้ถือว่าไม่เหมาะสม และไม่ควรทำ เพราะเท่ากับว่ารัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อมากกว่า

เรื่องนี้จะเป็นประเด็นบานปลายหรือไม่ก็อยู่ที่รัฐกับสื่อต้องทำความเข้าใจกันในเรื่องการมีส่วนร่วม เราผ่านเหตุการณ์ที่รัฐไม่ให้ความสำคัญกับสื่อมาแล้ว มีการปิดกั้นสื่อของรัฐบาลทหารเมื่อ 30-40 ปีมาแล้ว
ดังนั้น ควรให้สื่อได้ดูแลตรวจสอบกันเอง และเป็นเรื่องที่ต้องหยิบยกขึ้นมาดูว่าการให้รัฐเข้ามาใช้อำนาจตรงนี้เหมาะสมหรือไม่ และการทำงานของสื่ออยู่ตรงไหนก็ต้องมาทำความเข้าใจกัน

กรณีกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุเสรีภาพสื่อไทยลดลงจากปีก่อน รายงานนี้เป็นตัวสะท้อนสำคัญที่บอกให้รู้ว่าหลักสำคัญในการเชื่อมโยงเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่การร่างกฎหมาย
การใช้กฎหมายควบคุมหลักสิทธิมนุษยชนต้องมีข้อตกลงที่อยู่บนพื้นฐานของความจริง เคารพความเป็นมนุษยชน รัฐก็ต้องเข้าใจตรงนี้ สื่อก็ต้องยึดซื่อตรงกับวิชาชีพ ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จึงคิดว่ารัฐต้องพูดคุยกับสื่อให้ตรงกันในหลักสิทธิ และรัฐไม่ควรใช้อำนาจเข้ามาควบคุม

เราก็มีกฎหมายอาญาหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จะมาดูแลสื่ออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกใหม่เพราะไทยมีกฎหมายมากแล้ว

กุลชาดา ชัยพิพัฒน์
ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์สิทธิเสรีภาพ
สมาพันธ์สื่อสารมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ SEAPAX

ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ สื่อ มีเจตนาเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิและเสรีภาพสื่อที่พอจะมีอยู่บ้าง ให้ไปอยู่ในมือรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จ ต้องย้อนกลับไปดู มาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ ที่เป็นหลักประกันต่อสิทธิเสรีภาพประกอบ เนื่องจากไม่ได้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดให้ควบคุมไลเซนส์เอาไว้

รายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ มีปัญหาตั้งแต่นิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ที่ครอบคลุมกว้างขวาง หากใครก็ตามที่ทำหน้าที่สื่อกลางส่งต่อสารทุกรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ได้ค่าตอบแทนไม่ว่า โดยตรงหรืออ้อม ประจำหรือไม่ประจำ ก็จะเข้าข่ายตามนิยาม

กินความไปยังสื่อออนไลน์ โซเชี่ยลมีเดียทุกชนิดที่ได้รับความนิยม ทุกคนต้องถูกบังคับให้มีสังกัด ต้องขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออกของสื่อและประชาชน ความหลากหลายของเนื้อหาจะหายไป

ผลงานจะออกมาเป็นโมโนโทน เป็นเสียงเดียว ขัดแย้งกับธรรมชาติของภูมิทัศน์สื่อ สวนทางการพัฒนากับทิศทางที่ควรจะเป็น

สัดส่วนคณะกรรมการ การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมกลาง ก็เป็นสิ่งที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควรให้มีตัวแทนจากภาครัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง สภาวิชาชีพสื่อแห่งชาติจะมีอำนาจมากล้น สามารถเข้ามาจัดการและกำกับดูแลได้ทุกเรื่อง

สำหรับการบังคับผ่านมาตรการลงโทษหากไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก็เป็นระวางโทษที่ไม่สมเหตุสมผล โทษจำคุก 3 ปี ในทางอาญาเทียบเท่ากับฐานความผิดฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

หากลองเทียบกับการขับรถยนต์โดยไม่มีใบขับขี่ อัตราโทษเช่นนี้มีเหตุผลหรือไม่ ซึ่งไม่กินความเพียงแค่นักข่าว แต่องค์กรต้นสังกัดก็โดนด้วย

หากมีการผลักดันกฎหมายตัวนี้ผ่าน แน่นอนการจัดลำดับเสรีภาพสื่อไทยจะตกต่ำไปกว่าที่กลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนรายงานล่าสุด

ตอนนี้หากเทียบกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยอยู่ที่ 5 ต่ำกว่ากัมพูชา ก็ถือว่าแย่แล้วหากเทียบจากพัฒนาการด้านสื่อที่เคยเป็นอันดับต้นๆในภูมิภาค

เพื่อนบ้านที่มีรูปแบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ พรรคเดียวอย่างลาวและเวียดนาม ก็ยังไม่มีกฎหมายควบคุมไลเซนส์ผู้สื่อข่าวโดยตรงขนาดนี้ มีเพียงกฎหมายให้องค์กรสื่อเท่านั้นที่ต้องขออนุญาต และให้กำกับดูแลนักข่าวกันเอง

หากเปรียบเทียบกับอินโดนีเซียจะเห็นภาพชัด เพราะไทยมีความเป็นมาและพัฒนาการสิทธิเสรีภาพในช่วงระยะ 20 ปีหลังที่ใกล้เคียงกัน ทว่าอินโดนีเซียก็ไม่มีกฎหมายเช่นนี้ มีแต่การสอบเพื่อขอใบรับรองมาตรฐานไม่ใช่ใบอนุญาต

และมาจากการริเริ่มของสื่อด้วยกันเองไม่ใช่ภาครัฐ ทั้งเป็นเรื่องของความสมัครใจไม่ใช่การบังคับ รัฐบาลไม่อาจก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ ผลที่ออกมาคือเกิดการพัฒนา ได้รับความยอมรับ สามารถขอทุนจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการทำงานได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน