บทบรรณาธิการ : รับมือม็อบ-โควิด
รับมือม็อบ-โควิด : เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันอีกครั้งตั้งแต่ก่อนและหลังการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาล ว่าปฏิบัติการทุกอย่างตามหลักสากล
อีกทั้งยังมีกฎหมาย ทั้งพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินคุ้มครองการทำงาน
พร้อมด้วยประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง มีผลห้ามชุมนุมที่ทำให้โรคโควิด-19 แพร่ระบาด มีความผิดถึงจำคุก 2 ปี ปรับ 40,000 บาท
ความพร้อมทั้งอาวุธ กำลังพล และงบประมาณ สำหรับใช้จัดการกับผู้ชุมนุมโดยรวม ไม่ว่า กลุ่มสันติ หรือ กลุ่มใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับการบริหารจัดการเรื่องโควิด-19
เห็นได้ชัดว่า มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งกว่า
แม้ว่าสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน แต่บริหารและดำเนินงานโดยรัฐบาลเช่นเดียวกัน ใช้เงินงบประมาณเงินภาษี มีกฎหมายคุ้มครอง และจัดบุคลากรของรัฐในการทำหน้าที่เพื่อให้มีผลต่อความสงบสุขต่อสังคมเช่นเดียวกัน
ความพร้อมและความจริงจังในด้านจัดการกับปัญหากำลังถูกตั้งคำถามถึงความแตกต่าง
ประการสำคัญอาจมาจากการเบิกจ่ายแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และรถฉีดน้ำแรงดันสูง ทำได้ง่ายกว่าการกระจายวัคซีน
หรืออาจเพราะเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนผ่านการฝึกและมีประสบการณ์จัดการกับผู้ชุมนุมอย่างแข็งกร้าวและเด็ดขาดภายใต้กฎหมายที่คุ้มครอง
จึงไม่ซับซ้อนเหมือนกับการจัดระบบช่วยเหลือชีวิตประชาชนที่เผชิญกับโรคระบาด ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ข้อสงสัยอีกด้าน เป็นเรื่องการใช้อำนาจทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง มีผลห้ามชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
การใช้อำนาจดังกล่าวนี้ รัฐพยายามบอกว่ากลัวการชุมนุมจะเป็นส่วนที่แพร่โควิด-19
แต่หากประชาชนมองว่า การจัดการที่ ผิดพลาดของรัฐมีส่วนทำให้โควิด-19 แพร่ระบาดมากกว่าจนเป็นที่มาของการประท้วง
จะทำอย่างไรให้รัฐบาลรับทราบข้อสงสัยนี้ และข้อเรียกร้องอื่นๆ ในเมื่อรัฐพยายามปิดเส้นทางการสื่อสาร ตั้งแต่ออนไลน์ไปจนถึงถนน
หากยังปราบปรามไปเรื่อยๆ ต้อง ไม่ลืมว่ารัฐกำลังใช้ต้นทุนจากภาษีประชาชน