อยู่ในวาระรำลึกความสูญเสียครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ต่อเนื่องถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และแยกคอกวัว
โดยสืบเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมี.ค.2553 เพื่อเรียกร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย
แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการทางทหารกดดันอย่างหนัก ยิงแก๊สน้ำตาจากเฮลิคอปเตอร์ สลายม็อบกลางคืน และใช้กระสุนจริง แทนที่จะใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนตามมาตรฐานสากล
ในคืนนั้นมีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ 5 ราย ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น 1 ราย ที่เหลือเป็นประชาชนและผู้ชุมนุม
จาก 10 เม.ย.2553 เป็นต้นมา สถานการณ์บานปลายนำไปสู่การปราบปรามอีกครั้งที่แยก ราชประสงค์ในเดือนพ.ค. รวมมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 ราย
นับเป็นการปราบปรามผู้ชุมนุมทางการเมืองของรัฐบาลที่มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บมากที่สุดในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย อีกทั้งยังเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเรือน
หลังเหตุการณ์ทั้งแกนนำและผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกจับกุมดำเนินคดี ถูกกล่าวหาเผาบ้านเผาเมือง เป็นชายชุดดำ ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สุดท้ายศาลยกฟ้อง
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลผู้สั่งการ อาศัยเทคนิคทางกฎหมาย จนถึงขณะนี้จึงยังไม่ได้พิสูจน์ข้อกล่าวหาในชั้นศาลแต่อย่างใด
ทางกลับกันผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมด ไม่มีอาวุธปืน ไม่มีคราบเขม่าดินปืน ที่สำคัญคือศาลไต่สวนสาเหตุการตายแล้ว ระบุชัดเจนถูกกระสุนปืนจากฝั่งเจ้าหน้าที่
อีกทั้งยังเหลือผู้เสียชีวิตอีกจำนวนมากที่รอเข้าสู่การไต่สวนการตายในชั้นศาล แต่ต้องสะดุดหลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 มีความพยายามไล่ปิดสำนวนชันสูตรพลิกศพที่เหลือ
ผ่านมา 12 ปีแล้วจึงยังไม่มีความคืบหน้าคดีแต่อย่างใด ญาติผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับผลกระทบยังไม่ได้ความเป็นธรรม และเหลืออีก 8 ปีคดีจะหมดอายุความ
ตราบใดความยุติธรรมยังมาไม่ถึง ผู้เกี่ยวข้องกับการสลายม็อบยังไม่ถูกพิสูจน์ความถูกผิดในชั้นศาล ก็จะยังเป็นอุปสรรคในการลดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองสมานฉันท์