FootNote:ปม “ขัดแย้ง” ประยุทธ์ ธรรมนัส ยากปรองดอง ยาก “สมานฉันท์”
กรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เท่ากับเป็น “เงาสะท้อน” ของปัญหาและความขัดแย้ง ที่ดำรงอยู่ในแวดวงการเมือง ซึ่งมากด้วยความสลับซับซ้อน
แม้จะมีกำลังทางการเมืองผ่านพรรคเศรษฐกิจไทย แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเคลื่อนไหวได้ตามความต้องการ
นี่คือรูปธรรมและความเป็นจริงในทางการเมือง ที่จะกลายเป็นบทเรียนไม่เพียงแต่ต่อตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หากแต่ยังเป็นเครื่องเตือนต่อพรรคการเมืองอื่นอย่างสำคัญ
ในท่ามกลางความฮึกเหิมของพรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคสร้างอนาคตไทย อย่างพรรคไทยสร้างไทย หรือแม้กระทั่งพรรครวมไทยสร้างชาติก็ตาม
ขอให้ดูกรณีของ นายกรณ์ จาติกวณิช กับ พรรคกล้า ขอให้ดูกรณีของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับพรรคไทยภักดี หรือแม้กระทั่งพรรครวมพลังอันมีเงา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทาบทับ
ที่เคยมีบทสรุปผ่านยุทธนิยายที่ว่า คนใน “ยุทธจักร” ยากยิ่งที่จะสามารถเป็นตัวของตัวเอง ก็ขอให้ศึกษากรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาเป็นตัวอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับแต่สถานการณ์เมื่อเดือนกันยายน 2564 ที่แตกหักกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นต้นมา
ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เมื่อเดือนกันยายน 2564 เป็นจุดแตกหักอย่างเป็นจริง ภายหลังจากสะสมความไม่พอใจต่อกันและกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
การเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เสมอเป็นเพียงสภาพการณ์ชั่วคราวสำหรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ด้านหนึ่ง พยายามอย่างเต็มกำลังที่จะทำงานเพื่อสนองรับในการสร้างความแข็งแกร่งให้รัฐบาลและพรรค ด้านหนึ่งเท่ากับเป็นการสะสมกำลัง บ่มสร้างความจัดเจน
เมื่อถึงเวลาที่เห็นว่าเหมาะสมในการสร้างเจตจำนงทางการเมือง อันเป็นของตนเองในเดือนกันยายน 2564 แต่เมื่อถูกตีโต้ด้วยความรุนแรงมากกว่าก็ต้องถอยร่นเพื่อไปตั้งหลักใหม่
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คือ “ตัวเชื่อม” ที่ยังเหลืออยู่
แม้จะมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่ด้านหลักคือความขัดแย้งระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งยังเปี่ยมด้วยอิทธิพลไม่น้อย
เป็นอิทธิพลแม้กระทั่ง “ภายใน” ของพรรคพลังประชารัฐ
ท่าทีของแกนนำพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็น “รัฐมนตรี” จึงต้องการขวาง “โอกาส” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อย่างเด่นชัด
ปมอยู่ที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะสรุปบทเรียนนี้อย่างไร