ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับอากาศสะอาดเพื่อประชาชนรวมทั้งสิ้น 7 ฉบับในวาระแรก ด้วยเสียงเห็นด้วย 443 เสียงท่วมท้นทั้งสภา
ไม่มีผู้ไม่เห็นด้วยหรืองดออกเสียง แต่มี 1 เสียงที่ไม่ลงคะแนน พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาวาระที่ 2 จำนวน 39 คน ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลัก
ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวทั้ง 7 ฉบับ ประกอบด้วยร่างของคณะรัฐมนตรี พรรคการเมือง 5 พรรค 5 ร่าง และภาคประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อเสนออีก 1 ร่าง
เนื้อหาและหลักการเบื้องต้นของร่างกฎหมายเกี่ยวกับอากาศสะอาดทั้ง 7 ฉบับนี้มีความคล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างกันในรายละเอียด ซึ่งหวังว่าจะตกผลึกร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ
หลายปีที่ผ่านมา ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 เป็นปัญหาสำคัญที่ประชาชนได้รับผลกระทบและมีผลต่อสุขภาพอนามัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
หลายพื้นที่โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง รวมถึงหลายจังหวัดภาคเหนือ ต้องเผชิญร่วมกันตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวไปจนถึงต้นฤดูฝน
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์มีผลทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นพิษ การเผาเศษซากพืชผลทางการเกษตร ไฟป่า และฝุ่นควันจากโรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง นับเป็นปัญหาที่เรื้อรัง
ข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2566 ที่รวบรวมโดยเขตสุขภาพทั้ง 13 แห่ง พบผู้ป่วยด้วยโรคจากมลพิษทางอากาศรวมแล้วกว่า 9.2 ล้านคน สะท้อนถึงความรุนแรงชัดเจน
สาระสำคัญในเนื้อหาในร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่สภาพร้อมใจกันผลักดัน มีหมุดหมายกำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในทุกมิติ
กำหนดให้มีคณะกรรมการเป็นการเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เชิงวิชาการ และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ในทั่วประเทศ
พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดโดยครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดมลพิษทุกรูปแบบ
เพื่อคืนอากาศที่ปราศจากมลพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน นอกเหนือจากการควบคุมมลพิษทางด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ จึงสมควรสนับสนุนและเร่งรัดให้มีผลบังคับใช้โดยไม่ชักช้า