FootNote สัญญาณ การเมือง เพื่อไทย ใสชัดผ่าน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
การออกปากดึง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา ให้เข้ามาเป็น “กำลังหลัก” ของพรรคเพื่อไทย สะท้อนลักษณะทางประวัติศาสตร์ทั้งในทางความคิดและในทางการเมือง
มิได้เป็นเพียงเป็นสถานการณ์อันสัมพันธ์กับความพยายาม ของพรรคไทยรักไทยก่อนการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2548
หากยังเท่ากับเป็นการย้อนรากฐานแห่งพรรคไทยรักไทยด้วย
แม้พรรคไทยรักไทยจะเริ่มต้นด้วยการระดมคนอย่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คนอย่าง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เข้ามาสอดประสานกับคนอย่าง นายคณิต ณ นคร
หากแต่ด้วยเวลาอันรวดเร็วพรรคไทยรักไทยก็สามารถทำข้อตกลงกับมือโปรทางการเมืองระดับ นายเสนาะ เทียนทอง ให้แยกตัวจากพรรคความหวังใหม่เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ
แม้จะต้องแลกกับการเข้าไปยึดครองหุ้นใหญ่ในสนามกอล์ฟ อัลไพน์ อันอื้อฉาว แม้จะต้องแลกกับการสูญเสียบุคลากรระดับ นายคณิต ณ นคร นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ไป
ยิ่งหากหวนไปถึงกระบวนการควบรวมพรรคการเมืองก่อน การเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ยิ่งต้องทำความเข้าใจ
ทำไมพรรคเพื่อไทยจึงต้องดึง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
หลังการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544 ที่พรรคไทยรักไทยประสบชัยชนะอย่างงดงามเหนือพรรคประชาธิปัตย์อันเก่าแก่ พรรคเสรีธรรมเป็นพรรคแรกที่ยุบพรรคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
จากนั้นก็เป็นพรรคความหวังใหม่ จากนั้นก็วางเป้าหมายที่จะควบรวมพรรคชาติพัฒนา
ต้องดีล นายกร ทัพพะรังสี และ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
การดีลกับ นายกร ทัพพะรังสี อาจไม่ยากเย็นเท่าใดนัก แต่ที่ทำให้กระบวนการควบรวมดำเนินไปอย่างล่าช้าอยู่ที่การตัดสินใจ ของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มากกว่า
แต่สำหรับสถานการณ์หลังสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 การเชื่อมไปยัง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และพรรคชาติพัฒนามิได้ยุ่งยากและคดเคี้ยวเหมือนอดีต
ภาพจากการเยือนภูเก็ตที่มี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ทำหน้าที่ ในการไปดูงานแต่ละจุดคือสัญญาณอันเด่นชัดและราบรื่น
หากมองจากภาพที่ปรากฏระหว่างการเยือนเชียงใหม่ ระหว่างการเยือนนครราชสีมาก็ย่อมเห็นคำตอบได้
ไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ว่า นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
เมื่ออ่านท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏผ่านกระทรวงการคลัง และท่าทีของพรรคเพื่อไทยในการจัดระเบียบให้กับนโยบายกัญชาก็จะเห็นเป้าหมายอย่างเด่นชัด
นั่นย่อมเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรครวมไทยสร้างชาติ นั่นย่อมเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทย