FootNote : ศึกษา ท่าทีเข้ม “ภูมิใจไทย” เบื้องหน้า 200 วุฒิสภาใหม่
คำตัดพ้อเชิงปฏิเสธความสัมพันธ์ยึดโยงระหว่างการเรียกขานสมาชิกวุฒิสภาสาย “สีน้ำเงิน” เสมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ พรรคภูมิใจไทยจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือความอ่อนไหว
นี่ย่อมเป็นท่าทีเดียวกันกับความจำเป็นในการออก “แถลงการณ์” ของพรรคก้าวไกลในห้วงก่อนวันที่ 26 มิถุนายน
เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ให้พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวพัน
สถานะของ “สมาชิกวุฒิสภา” จึงแตกต่างโดยพื้นฐานเมื่อเปรียบเทียบกับ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นั่นก็คือ อย่างแรกดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระ อย่างหลังดำรงอยู่กับพรรคการเมือง
แม้เมื่อผลการเลือก 200 สมาชิกวุฒิสภาที่ปรากฏออกมาจะนำไปสู่การยกย่องชมเชยในทิศทางที่เชื่อว่าเป็นความสามารถจากการกำหนดกลยุทธ์โดยพรรคภูมิใจไทย
แทนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะอ้าแขนโอบรับการยกย่องชมเชยด้วยความปรีติปราโมทย์ เป็นอย่างสูงก็จำเป็นต้องปัดปฏิเสธ
เด่นชัดอย่างยิ่งว่าผลลัพธ์จากการเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับทั่วประเทศดำรงอยู่บนทิศทางที่แน่นอน
นั่นก็คือ ไม่ได้มีเพียง “ด้านบวก” หากมี “ด้านลบ” อยู่ด้วย
ความเป็นจริงที่เห็นภายในชัยชนะและความสำเร็จของสมาชิกวุฒิสภาที่เรียกว่า “สายสีน้ำเงิน” หากถือว่าเป็น “รายรับ” ในทางการเมือง ก็เป็นรายรับอันมาพร้อมกับ “รายจ่าย”
ที่เด่นชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับย่อมเป็น “รายจ่าย” ที่สังคมเห็น ตรงกันว่ามีความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย
จึงได้เรียกว่าเป็น “สายน้ำเงิน” อันตรงกับสีเสื้อของ “พรรค”
ภายในเสียงชโยโห่ร้อง ยกย่องและชมชาย ที่ตามมาก็เป็นข้อกังขา กลายเป็นคำถาม ภายในข้อกังขาและคำถามนั้นเอง ยิ่งทำให้องค์ประกอบอันเป็นปัจจัยแห่งชัยชนะถูกขุดคุ้ยโจมตี
ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบเชิงจำนวนระหว่างแต่ละจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นการมองเข้าไปยังรากฐานของ “ว่าที่” สมาชิกวุฒิสภา แต่ละคน ทั้งที่เป็นคนขับรถ เป็นคุณหมอ เป็นที่ปรึกษาของนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย
เริ่มไม่แน่ว่าที่เป็น “ชัยชนะ” จะกลายเป็น “เผือกร้อน” หรือไม่
ท่าทีอันมาจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สะท้อนความจัดเจนในทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง
มองเห็นทั้งในด้านของ “รายรับ” ทั้งมิได้มองข้าม “รายจ่าย”
โดยพื้นฐานย่อมกันพรรคภูมิใจไทยออกหากจากความอื้อฉาวอันเนื่องแต่การเลือก 200 สมาชิกวุฒิสภา ขณะเดียวกัน จำเป็นที่ต้องถนอมความรู้สึกต่อพันธมิตรในแนวร่วมการเมือง
ไม่ทำตัวให้ “เด่น” จนเกินไป ดำรงอยู่ในจุดอันเป็น “รอง” ภายในสถานะแห่ง “รัฐบาลพิเศษ” อย่างมั่นคง ไม่ก่อความระแวง