FootNote ความนัย อันเนื่องแต่ “MOU” คำถาม ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
การยืนขึ้นพูดในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อช่วงเช้าของวันพุธที่ 3 กรกฎาคม ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวาระแห่งการปรึกษาหารือได้สร้างความแปลกใจเป็นอย่างสูงตามมา
ไม่ว่าจะมองจากด้านของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน ไม่ว่าจะมองจากด้านของแฟนคลับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เนื่องจากวาระนี้เป็นที่รับรู้กันว่าเป็นวาระที่บรรดา สส.จะนำเอาปัญหาในพื้นที่มาหารือ ขณะเดียวกัน ก็เป็นเวทีในการฝึกปรือ และสร้างแต้มสะสมในทางการเมือง
ทั้งในด้านของหน้าเก่าและหน้าใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าใหม่ที่ยังไม่สันทัดและจัดเจนอย่างเพียงพอในการยื่นญัตติด่วนหรือในการอภิปรายนัดสำคัญ
เมื่อเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งไม่เพียงแต่ดำรงอยู่ในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค หากแต่ยังเคยดำรงตำแหน่ง เป็นถึงหัวหน้าพรรคได้ลุกขึ้นยืน จึงสร้างความประหลาดใจขึ้นมา
แต่เมื่อรับฟังเนื้อหาของการพูดจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็เข้าใจเพราะเป็นการฟื้นไปยังสถานการณ์การทำ MOU ของพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นการจำเพาะ
การพูดของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงทรง“ความหมาย”
การจัดทำ MOU ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 เกิดขึ้น 2 วาระ 2 สถานการณ์อันเป็นความฝังจำประทับแน่นในทางการเมือง
1 เป็น MOU ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีก 1 เป็น MOU ในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
บันทึกช่วยจำแรกลงนามโดยพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคพลังเพื่อไทย พรรคเป็นธรรม พรรคเสรีรวมไทย ยอมรับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล
และเมื่อเกิดปัญหาที่ไม่สามารถยอมรับ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา จากพรรคก้าวไกลให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ พรรคเพื่อไทยจึงได้เสนอ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
MOU ฉบับหลังอันเกิดขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม จึงเป็นการทำระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นการจำเพาะ
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องการย้ำ MOU ฉบับนี้
น่าสนใจก็ตรงที่เนื้อหาอันเป็นข้อตกลงและมีการบันทึกร่วมอยู่ที่ การเห็นชอบต่อตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
นั่นคือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ
แม้ว่า MOU ฉบับแรกจะถูกฉีกทิ้งไปแล้ว แต่ MOU ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม ทุกอย่างก็เป็นไปตามข้อตกลงไม่ว่าต่อตำแหน่งประธาน ไม่ว่าต่อตำแหน่งรองประธาน
เพียงแต่ว่าแต่ละข้อตกลงในเรื่องรัฐสภาโปร่งใส ในเรื่องนิรโทษกรรมการเมืองและในเรื่องการปฏิรูปกองทัพยังกลายเป็นปัญหาและเป็นคำถามแม้เวลาจะผ่านมาแล้ว 1 ปี
ตรงนี้ต่างหากที่อยู่เบื้องหลังการลุกขึ้นพูดของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในสภาผู้แทนราษฎรในเช้าวันที่ 3 กรกฎาคม