ารศึกษาเหตุการณ์ประธานาธิบดียุน ซอกยอล แห่งเกาหลีใต้ประกาศกฎอัยการศึก ที่ถูกมองว่าคล้ายกับการรัฐประหารได้เพียง 6 ชั่วโมง เมื่อกลางดึกวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา เป็นเรื่องน่าสนใจ ศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่งในแง่มุมทางการเมืองไทย

นักการเมืองและนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ต่างวิเคราะห์ และเปรียบเทียบกับความเป็นไปได้ในสถานการณ์การเมืองของไทยทั้งในอดีตและในอนาคต

เนื่องจากประเทศไทยเกิดรัฐประหารบ่อยครั้งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และติดอยู่ในกลุ่มเกิดถี่ระดับโลกเมื่อเทียบกับประเทศในทวีปแอฟริกา

แม้สถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมขณะนี้ดูนิ่งและราบรื่น แต่ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก หรือถ้าเกิดขึ้นแล้วจะจบเร็วแบบกรณีเกาหลีใต้

รณีเกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตยในระบบประธานาธิบดี ที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างอำนาจฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งแตกต่างจากไทย ที่เป็นประชาธิปไตยระบบรัฐสภา

เมื่อยุน ซอกยอล ที่ได้ชื่อเป็นนักการเมืองสายเหยี่ยวขึ้นเป็นประธานาธิบดี แต่ที่นั่งเสียงข้างมากในสภาอยู่กับพรรคฝ่ายค้านสายพิราบ การขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศอย่างแข็งกร้าวต่อประเทศคู่ขัดแย้งอย่างเกาหลีเหนือ จึงยากที่จะทำอะไรได้ดั่งใจ

การตัดสินใจเลือกประกาศกฎอัยการศึกที่ร้างรา มานาน 45 ปีนับแต่ปี ค.ศ.1979 จึงเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะไม่เพียงไม่มีเหตุผลรองรับเหตุการณ์ปัจจุบัน

ยังเป็นการรื้อฟื้นอดีตฝันร้ายของประเทศสมัยปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการในทศวรรษ 80 กลับมาบั่นทอนอำนาจ ของตัวเองอย่างสาหัส

วามล้มเหลวในการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้อาจสร้างความอับอายให้เกาหลีใต้ในตอนแรก แต่เมื่อเหตุการณ์พลิกกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ประธานาธิบดียอมรับมติไม่เห็นชอบของสภา และประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในที่สุด

ทำให้เกาหลีใต้ได้รับการยอมรับถึงความมีวุฒิภาวะในประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงการรับฟังและยอมรับต่อเสียงข้างมากจากตัวแทนประชาชน

ขณะที่ตำรวจและทหารมีความหนักแน่นที่จะไม่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อพลเรือนของประเทศตัวเอง

กรณีศึกษานี้จึงเป็นเรื่องเตือนใจนักการเมืองไทยทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ว่าไม่ควรเอาแต่ใจ ไม่มองตนเองดีกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่น และเมื่อทำสิ่งผิดพลาดไปแล้ว ก็ต้องยอมรับผิด เรียนรู้ และแก้ไขให้ถูกต้องด้วยวิถีทางประชาธิปไตย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน