อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ “สัปปายะสภาสถาน” อันหมายถึง สภาที่มีแต่ความสงบร่มเย็นสบาย
เพิ่งเปิดใช้ได้ 5 ปี แต่ใช้เวลาก่อสร้างนาน 10 ปี ด้วยงบประมาณเริ่มต้น 12,000 กว่าล้านบาท ในปี 2556 แต่บานปลายไปถึงเกือบ 23,000 ล้านบาท ในวันส่งมอบอาคารที่ก่อสร้างเสร็จ 100% เมื่อเดือนก.ค.2567
ตกเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ภายหลังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เสนอของบประมาณในร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อใช้ในโครงการปรับปรุงพื้นที่ในรัฐสภา ได้แก่ พิพิธภัณฑ์รัฐสภา พัฒนาระบบภาพยนตร์ 4D ห้องบรรยายใหญ่ ปรับปรุงไฟส่องสว่างห้องประชุมสัมมนา
ปรับปรุงศาลาแก้ว ห้องประชุม ครัว ติดตั้งภาพและเสียงห้องจัดเลี้ยง จัดซื้อจอ LED Display พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ภูมิทัศน์และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปรับปรุงห้องจัดเลี้ยง รวมทั้งสิ้น 10 โครงการ รวม 956 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมี 5 โครงการ 1,817 ล้าน ที่หน่วยงานทำคำขอแต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรไว้ในปีงบประมาณ 2569 หลักๆ ได้แก่ ก่อสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเติม 1,529 ล้านบาท
ที่เหลือเป็นงบฯ ออกแบบตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภา 133 ล้าน จัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย ระบบป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเสริมสร้างคุณภาพอากาศ ซ่อมแซมปรับปรุงเสาไม้สัก
แม้จะมีคำชี้แจงจากรองประธานสภา ว่า งบประมาณที่ขอไปในปี 2569 ไม่ใช่งบซ่อมสร้าง แต่เป็นงบต่อเติม เพราะมีส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการและต้องทำในเฟส 2-3 โดยการต่อเติมเป็นการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับการดำเนินการในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประเด็นคำถามที่สังคมหยิบยกขึ้นมาก็คือ การเสนอของบฯ ดังกล่าวมีความจำเป็นเหมาะสมมากน้อยเพียงใด ในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนประสบปัญหาปากท้อง
การหาข้อยุติในเรื่องนี้ ทำได้ในช่วงพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญปลายเดือนนี้
ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ สส.ทุกฝ่ายอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาเพื่อกลั่นกรองตรวจสอบการใช้งบฯ ดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศต้องเร่งฟื้นเศรษฐกิจ การใช้งบทุกบาททุกสตางค์ ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หากสภาใช้งบอย่างสมเหตุสมผล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนได้จริง ก็ต้องชี้แจงให้ชัดเจนด้วยหลักเหตุผลความจำเป็น ความคุ้มค่าและโปร่งใส เพราะงบประมาณแผ่นดินคือเงินภาษีของประชาชน
เป้าหมายสําคัญเพื่อพัฒนาให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีสุข การพิจารณาปรับลดหรือตัดงบ ควรพิจารณาตามความเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน