การรัฐประหารในไทยครั้งหลังสุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ภายใต้การก่อการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะโค่นล้มรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

คสช.ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนรัฐสภา ซึ่งได้มีมติเลือกพล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ครองอำนาจบริหารประเทศอย่างยาวนาน

การรัฐประหาร 11 ปีก่อน สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยทุกด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน ฯลฯ

ทั้งยังให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ถูกเรียกว่าฉบับ “ผลไม้พิษ” เป็นมรดกตกทอดจนถึงปัจจุบัน

ปัญหาประเทศไทยทุกวันนี้หลายเรื่องเป็นผลลัพธ์จากรัฐธรรมนูญ 2560

ตัวอย่างกรณี สว.ที่มาจากระบบซับซ้อนพิสดาร แต่กลับมีอำนาจชี้ขาดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ กกต. ป.ป.ช. อัยการสูงสุด ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น

รวมถึงองค์กรฝ่ายตุลาการ เช่น ตุลาการศาลปกครองสูงสุด กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมและศาลปกครอง รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีบทบาทกำหนดอนาคตบ้านเมือง ผ่านอำนาจยุบพรรค สั่งนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และตัดสิทธิ์นักการเมืองตลอดชีวิต

คดีฮั้วเลือก สว. คือตัวอย่างหนึ่งตอกย้ำว่า หากจะนำพาประเทศหลุดพ้นจากมรดก คสช. ประชาชนไม่ต้องกล้ำกลืนกับผลไม้พิษอีกต่อไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือคำตอบสุดท้าย

ผลไม้พิษที่ก่อเกิดจากรัฐประหาร ทำให้ทุกภาคส่วนสังคมไทยได้เรียนรู้ว่า การแก้ไขปัญหาของประเทศด้วยการรัฐประหาร เป็นแนวทางไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากแค่ไหน

แน่นอนว่าประชาธิปไตยไทยยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ควรได้รับการพัฒนาต่อเนื่องด้วยวิธีในระบบ ไม่ใช่นอกระบบหรือวิธีลัดอื่นใด อันจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศและประชาชนยิ่งกว่า

แม้ปัจจุบันกองทัพจะมีมุมมองการเมืองแตกต่างจาก 10 กว่าปีก่อน แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าอนาคตจะไม่มีการรัฐประหารขึ้นอีก

ฉะนั้น จึงมีแต่ประชาชนเท่านั้นที่ต้องช่วยกันจับตาเฝ้าระวัง ร่วมกันปกป้องประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าสิทธิเสรีภาพของตนเอง จะเป็นหลักประกันในเรื่องนี้ได้ดีที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน