แม้สถานการณ์ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนี้ อยู่ในภาวะเผชิญปัญหาอย่างรุนแรงรอบด้าน แต่คดีฮั้วการเลือกสว.เมื่อปี 2567 ยังคงเดินหน้าต่อไป

เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนกล่าวหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และตามขั้นตอนกฎหมาย ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องเข้ามาสอบสวนให้กระจ่างชัด

ต่อมากกต.สั่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เข้ามาทำคดีที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ส่วนดีเอสไอทำในรูปแบบคดีพิเศษ เริ่มจากการฟอกเงิน และขยายเป็นอั้งยี่

การสืบสวนสอบสวนของ 2 หน่วยงานดำเนินมาสู่จุดสำคัญแล้ว

โดยความคืบหน้าล่าสุดในส่วนดีเอสไอนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเรียกพยานกลุ่มแรก 7 ราย เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน การเป็นสมาชิกอั้งยี่ และผู้สนับสนุน

พยานกลุ่มแรกมาจาก จ.สุราษฎร์ธานี จ.หนองบัวลำภู และ จ.ลำพูน หลังการตรวจสอบของดีเอสไอพบเส้นทางเงิน ทั้งในลักษณะเครือข่ายการจ้างผู้สมัคร และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับสว.หลายจังหวัดทั่วประเทศ

ดีเอสไอระบุว่าพยานที่ถูกเรียกมาชี้แจง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ถูกเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ของกกต.

ดังนั้น หลังจากนี้จะมีพยานอีกหลายกลุ่มที่จะต้องถูกเรียกมาชี้แจงเพิ่ม

ขณะที่การดำเนินการของคณะอนุกรรมการสืบสวนฯ กกต. ได้ออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นสว. และแกนนำพรรคการเมืองเบื้องหลังแล้วทั้งหมด 7 กลุ่ม รวม 162 คน และสิ้นสุดวันที่เปิดโอกาสให้ชี้แจงแล้ว

ลำดับต่อไปคณะอนุกรรมการจะสรุปสำนวนส่งกกต.ชุดใหญ่ 7 คน เพื่อพิจารณาส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ถ้าศาลรับคดีไว้ ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นสว.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทันที

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่สูญเสียโอกาสและประโยชน์จากการฮั้วเลือกสว. ผู้ฟ้องร้องคดี ตลอดจนภาคประชาชน และสังคมโดยรวมมีความกังวล

ขณะนี้จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้คณะทำงานของกกต. เร่งสรุปสำนวนส่งกกต.คณะใหญ่พิจารณาส่งเรื่องต่อศาลโดยเร็ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน