คดีฮั้วเลือกสว.เมื่อปี 2567 เป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย และระบอบรัฐสภา เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมวงกว้าง มีความคืบหน้าตามลำดับ และมาถึงจุดสำคัญ
ล่าสุดคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมด้วย สอบสวนใกล้เสร็จสิ้นแล้ว
คาดว่าสำนวนคดีจะส่งถึงนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. ในสัปดาห์นี้ เพื่อนำไปพิจารณาต่อในที่ประชุมใหญ่กกต.ทั้ง 7 ท่าน ก่อนส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
คณะอนุกรรมการสืบสวนฯ มั่นใจว่ากระบวนการดำเนินคดีทั้งหมดจะทันภายในกรอบระยะเวลา
ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 กกต. เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา และเปิดโอกาสให้ชี้แจง รวมจำนวน 7 กลุ่ม มีทั้งสิ้น 162 คน
ผู้ถูกกล่าวหาประกอบไปด้วยบุคคลที่ได้รับเลือกเป็นสว.จำนวน 138 คน ส่วนที่เหลือเป็นสว.สำรอง นักการเมืองระดับสส. รัฐมนตรี หัวหน้าพรรคการเมือง และผู้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมือง
ทั้งหมดนี้เข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้ซึ่งวุฒิสมาชิก พ.ศ.2561 มีโทษเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง
นอกจากนี้ อาจจะตามมาด้วยการยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วย หากพิสูจน์ได้ว่ากรรมการบริหารพรรคเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
นอกจากการสืบสวนและไต่สวนของกกต.แล้ว ยังมีคดีอีกส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ ที่ดำเนินการในรูปแบบคดีพิเศษ เนื่องจากพบพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีดีเอสไอที่สามารถดำเนินการได้ทันที
โดยที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษมติรับรองให้เริ่มจากคดีฟอกเงิน และอาจขยายผลต่อไปยังข้อหาอั้งยี่ หรือความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งขณะนี้ ดีเอสไอทยอยเรียกพยานมาให้การแล้ว คดีในส่วนนี้มีโทษทางอาญาถึงขั้นจำคุก
ส่วนคดีที่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของกกต.ที่ใกล้เสร็จสิ้นแล้วนั้น แม้ไม่มีโทษทางอาญา แต่เมื่อคดี เข้าสู่ชั้นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นสว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
ดังนั้น เมื่อสรุปสำนวนส่งกกต.ใหญ่พิจารณา สังคมก็หวังว่าจะส่งฟ้องต่อศาลโดยเร็ว