การเมืองไทยมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อพรรคเพื่อไทยซึ่งเคยเป็นแกนนำรัฐบาล ต้องเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนในเวลาใกล้เคียงกัน

ทั้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคำสั่งศาลฎีกาบังคับโทษจำคุก 1 ปีแก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เสมือนศูนย์กลางจิตวิญญาณของพรรค

ผลพวงจากสองเหตุการณ์ไม่ใช่เพียงสูญเสียอำนาจบริหาร แต่ยังส่งผลสะเทือนรุนแรงทั้งต่อพรรค และแนวร่วมประชาธิปไตย

โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เคยผิดหวังจากการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งปี 2566 ที่สวนทางความคาดหวังของประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่อยากเห็นพรรคเพื่อไทยจับมือกับฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันในการขับเคลื่อนประเทศ

ในสถานการณ์วิกฤต พรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่า กลยุทธ์การดีลกับอำนาจอนุรักษนิยมดั้งเดิม ไม่ใช่คำตอบการสร้างความมั่นคงให้กับพรรคอีกต่อไป

เมื่อบทบาทพรรคพลิกจากแกนนำรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้าน แน่นอนว่าประชาชนยังคงให้โอกาสพรรคพิสูจน์ตัวเอง ต่อเมื่อพรรคพร้อมเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ใช่แค่วาทกรรม แต่ต้องเปลี่ยน “วิธีคิด” และ “จุดยืน” ทางการเมือง

รีแบรนด์พรรคให้ทันสมัย สร้างทีมผู้นำรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดอุดมการณ์ประชาธิปไตยชัดเจน ไม่คลุมเครือ เปิดให้คนมีศักยภาพที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ทายาททางการเมือง ขึ้นมาเป็นตัวเลือกให้ประชาชน

ลดละการยึดติดกับความเป็นตระกูลเป็นครอบครัวเดียว สร้าง “บุคลิกใหม่” ให้มีความหลากหลายและทันสมัย

พรรคเพื่อไทยต้องหันกลับมายืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ สนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มร้อย ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ สร้างนโยบายตอบสนองความหวังประชาชนทุกช่วงวัย

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยต้องรวบรวมขวัญกำลังใจ “รีแบรนด์” พรรคครั้งใหญ่ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูด

สำคัญกว่านั้น ควรมีจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่กลับไปดีลกับพรรคหรือกลุ่มสืบทอดอำนาจจากการรัฐประหารอีก เพราะคือโอกาสเดียวที่จะพิสูจน์ว่า เพื่อไทยยังเป็นพรรคประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง มีบทบาทและศักยภาพนำพาประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต

ในสถานการณ์ที่โดนกระทำอย่างหนัก พรรคเพื่อไทยต้องทบทวนปรับแก้ทิศทางครั้งใหญ่ ต้องหันมาดีลกับประชาชน จึงจะรอดพ้นวิกฤต กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งแน่นอน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน