เหตุการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไทยเข้าสลายกลุ่มชาวกัมพูชาที่บุกรื้อแนวลวดหนามฝั่งไทย ด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ไม่ใช่แค่เหตุชุลมุนทั่วไป

แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่มีทางออกที่แท้จริง และอาจกลายเป็นความรุนแรงลุกลามได้อีกในอนาคต

พื้นที่บริเวณนี้ รวมถึงบ้านหนองจาน ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้ เพราะเป็นเขตชายแดนที่ยังมีความซับซ้อนจากประวัติศาสตร์หลายสิบปี และความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างสองประเทศ

การสร้างแนวลวดหนาม ชัดเจนว่าเป็นมาตรการเพื่อความมั่นคงในอธิปไตยดินแดนไทย แต่อีกฝ่ายกลับมองอย่างเข้าใจผิดว่าเป็นการรุกล้ำ เมื่อไม่มีการสื่อสารหรือข้อตกลงชัดเจน ย่อมนำไปสู่ความตึงเครียด

ที่ผ่านมา ภารกิจดูแลชายแดนตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเป็นด้านหลัก แม้จะมีความเข้มแข็งและรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี แต่การใช้กำลังหรือมาตรการควบคุมฝูงชนไม่ใช่คำตอบในระยะยาว

และหากปล่อยให้ปัญหานี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ อาจเกิดการบาดเจ็บสูญเสีย กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจนเกินเยียวยา

รัฐบาลใหม่ที่กำลังเข้ามาจึงต้องไม่ปล่อยให้ด่านหน้า แบกรับปัญหาเพียงลำพัง เพราะเป็นเรื่องระดับนโยบายที่ต้องใช้ความเข้าใจในพื้นที่ และการตัดสินใจเชิงการทูต

วิธีแก้ไขไม่ควรหลุดกรอบสันติวิธี โดยเปิดเวทีเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชา ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ที่ควรประชุมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ในช่วงเวลาเกิดเหตุ

นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้ชาวบ้านสองฝั่งมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการใช้พื้นที่ร่วมกัน เช่น การค้าขายชายแดน พื้นที่การเกษตร หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ

เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทตัดสินใจ ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ไม่ใช่ในฐานะผู้รับเคราะห์จากนโยบายความมั่นคง หรือข้อพิพาทที่มีมายาวนานโดยตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

บ้านหนองหญ้าแก้วไม่ควรเป็นแค่ข่าวชุลมุนรายวัน ที่ต้องรอเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจเข้ามาแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนแนวทางจัดการชายแดนของไทยทั้งระบบ

หากรัฐบาลต้องการเห็นความสงบที่ยั่งยืน คำตอบไม่ใช่การใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่คือการเจรจาแสวงหาความร่วมมือ และการเข้าใจรากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน