มติ ครม.เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่เห็นชอบตามข้อเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยถึง 45 ตำแหน่ง

เป็นแรงกระเพื่อมใหญ่ในแวดวงราชการ และสั่นคลอนความเชื่อมั่นประชาชนที่เฝ้าจับตาการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

การโยกย้ายนี้ไม่ได้เป็นไปตามวาระปกติ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคแกนนำรัฐบาลกำลังเร่งเครื่องสร้างคะแนนนิยมในพื้นที่ต่างจังหวัด

ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ความเคลื่อนไหวของคดีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน ซึ่งหนึ่งในข้าราชการที่ถูกดึงกลับมารับตำแหน่งสำคัญอย่าง “อธิบดีกรมที่ดิน” มีบทบาทใกล้ชิดกับกรณีนี้

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะตั้งข้อสังเกตว่า การจัดทัพใหม่ภายในกระทรวงมหาดไทยที่มีบทบาทกำกับดูแลกลไกข้าราชการระดับพื้นที่ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานราชการเท่านั้น

แต่อาจเป็นการวางตัวข้าราชการในเครือข่ายสายสัมพันธ์ไว้ประจำจังหวัดเป้าหมายยุทธศาสตร์ หรือกรมสำคัญ เพื่อเอื้อต่อผลประโยชน์ทางการเมืองในอนาคตของพรรคผู้มีอำนาจในรัฐบาลปัจจุบัน

ในระบอบประชาธิปไตย ข้าราชการควรยึดมั่นในความเป็นกลางทางการเมือง เป็นกลไกของรัฐไม่ใช่เครื่องมือของรัฐบาลหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง

การโยกย้ายใหญ่ในลักษณะนี้จึงควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นทั้งในแง่เหตุผล ความชอบธรรม และผลกระทบต่อประเทศชาติ ประชาชน

อีกประเด็นต้องจับตาคือ ความเชื่อมโยงคดีเขากระโดง ซึ่งเกี่ยวพันถึงนักการเมืองตระกูลดัง กับการแต่งตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ที่อาจเป็นมากกว่าการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เป็นการจัดทัพเพื่อตัดตอน หรือเร่งรัดบางอย่างให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

แน่นอนว่ารัฐบาลมีสิทธิตามกฎหมายในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาล การแต่งตั้งโยกย้ายขนาดใหญ่โดยไม่ชี้แจงเหตุผลชัดเจน นอกจากทำลายความไว้วางใจของประชาชน ยังสร้างบรรยากาศหวาดระแวงในหมู่ข้าราชการกันเอง

การโยกย้ายใหญ่ครั้งนี้จะนำไปสู่การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรมจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองผู้ถืออำนาจรัฐในมือ

เป็นหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน หน่วยงานตรวจสอบอิสระ และภาคประชาชน ต้องร่วมกันเฝ้าสังเกตการณ์ ติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน