จุลพันธ์ เชื่อนโยบาย-แคนดิเดตนายก-ผลงานในอดีต ดึงใจประชาชนกลับมาสนับสนุนเพื่อไทยอีกครั้ง ไล่ไปถามพรรคดูดสส. ทำถูกต้องหรือไม่ จ่อลุยต่อดิจิทัลวอลเล็ต

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมเพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ในการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งว่า เรามีการประชุมต่อเนื่อง หารือเรื่องการเลือกตั้ง รวมถึงประเมินกระแสหลังเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคทั้ง 3 คนว่าเป็นอย่างไร ถือว่าได้รับความสนใจสูง

เมื่อถามว่านโยบายใดที่จะเป็นเรือธงในการหาเสียง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริงๆ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาค่อนข้างชัด พรรคยังคงยึดมั่นเรื่องการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิต และปากท้องของประชาชน

สิ่งที่เราพยายามทำในหลายมิติ เหมือนที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย นำเสนอเป็นภาพใหญ่ คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้า การนำเทคโนโลยี AI และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เข้ามาเพื่อเป็นสตรีมบอร์ดให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดด ไปอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นอีกครั้ง

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ก็ได้นำเสนอนโยบาย เช่น การลดค่าครองชีพ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รถเมล์ 10 บาท รวมถึงบ้านเพื่อคนไทย ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและลดรายจ่ายให้กับประชาชน ส่วนที่ตนนำเสนอไป เช่น หวยเกษียณ การแก้ปัญหาหนี้สินในหลายๆ มิติ สิ่งเหล่านี้เราทำมาแล้วและต้องการที่จะเดินต่อ

จุลพันธ์ยันลุยต่อดิจิทัลวอลเล็ต

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากดูดีๆ ก็จะเห็นภาพชัดเจนว่า เราต้องการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นหลัก และเชื่อมั่นว่าหลักการประชาธิปไตย เราต้องสร้างให้ประชาชนแข็งแรง ให้ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ยืนอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

การที่เราจะเติมพลังทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน เพื่อทำให้ประชาชนยืนขึ้นได้ อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี อีกครั้ง นี่คือหลักคิดของพวกเรา

เมื่อถามว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะดึงกลับมาใช้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายนี้ถูกนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และเราดำเนินการให้กับกลุ่มเปราะบางไปแล้ว 20 ล้านคน และยังค้างอีก 20 ล้านคน เรื่องนี้เราคิดว่าต้องดำเนินการต่อ ในลักษณะที่ว่าเมื่อเราบริหารจัดการได้แล้ว เราจะดำเนินการให้กับกลุ่มที่ยังค้างอยู่

ต่อข้อถามว่าหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต อีกครั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่นโยบาย แต่จะเป็นเรื่องของการดำเนินการให้ครบถ้วน

เมื่อถามว่าคาดหวังเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรเท่าไหร่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นายสุริยะระบุชัดเจนว่า 200 บวกลบ เพราะเรามองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ ขณะนี้เราทำงานเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งไปไกล มีนโยบายต่างๆ และเชื่อมั่นว่านโยบายจะถูกใจประชาชน รวมถึงตัวของแคนดิเดตนายกฯ และประวัติการทำงานของพรรคในอดีต จะดึงใจประชาชนให้กลับมาสนับสนุนเราอีกครั้ง

“หากถามว่าถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นวันนี้ เรามั่นใจ 200 หรือไม่ อาจจะยัง แต่เรามีเวลาอีก 2 เดือนที่จะทำความเข้าใจกับประชาชน” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่ายังมั่นใจหรือไม่เพราะคนเก่าของเราถูกดึงออกไป และคนใหม่ที่เข้ามายังถือเป็นหน้าใหม่ทางการเมืองอยู่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า มีความผสมผสานกัน แต่อย่างหนึ่งที่ต้องชี้ให้เห็นคือ การเลือกตั้งทุกครั้ง จะมีสมาชิกที่สอบได้และสอบตก สอบไม่ได้มี 30 เปอร์เซ็นต์

แต่ครั้งที่แล้วรู้สึกว่าจะเยอะกว่าปกติ อยู่ที่ 40 เปอร์เซ็นต์ ครั้งนี้ตนคิดว่าจะไม่หนีกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนที่ไปจะสอบได้ทุกคน หรือคนที่อยู่จะสอบได้ เราไม่สามารถนำเกมเก่าๆ มาวัดประชาชนได้ เพราะเป็นอำนาจการตัดสินใจของประชาชน

ย้ำพรรคอันดับ1มีสิทธิตั้งรัฐบาลก่อน

เมื่อถามว่าหากผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ตัวเลขสส.ของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย เท่าๆ กัน จะจับมือกันหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นธรรมชาติหากเสียงไม่ถึงก็ต้องมีกลไกเจรจาหารือ เพื่อให้ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นพรรคอันดับ 1 พรรคเราต้องเป็นนายกรัฐมนตรี หากไม่ใช่ ก็ต้องเป็นพรรคที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน

แต่ขณะนี้การต่อสู้ทางการเมือง พวกตนเต็มที่ พวกเราเดินหน้าหาเสียงอย่างเต็มกำลัง ย้ำว่าการแข่งขันทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ เมื่อจบแล้วสุดท้ายการเมืองก็เป็นเรื่องคณิตศาสตร์ คือต้องดูว่าใครมีจำนวนเท่าไหร่ จะรวมอย่างไรเพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีความแข็งแรง

นโยบายของพรรคหลักสามารถผลักดันหรือขับเคลื่อนได้หรือไม่ มีอุดมการณ์หรือแนวความคิดตรงกันหรือไม่อย่างไร แต่ในขณะนี้ ยังไม่ได้ปิดกั้นว่าจะต้องคุยกับใครหรือไม่คุยกับใคร

ส่วนที่นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี พร้อมลูกชาย ย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แต่ละคนอาจมีเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งตนไม่ได้พูดคุยกับเขา เพราะไม่ได้สนิทคุ้นเคยกันส่วนตัว เราจึงไม่รู้เหตุผล แต่การขยับหรือเคลื่อนไหวของนักการเมืองในช่วงเลือกตั้งถือเป็นเรื่องปกติ

ผู้สมัครไม่ได้ขาดแคลน ตอนนี้เต็มพื้นที่ เราส่งผู้สมัครครบ 400 เขตแน่นอน ซึ่งการเปลี่ยนสังกัดพรรค หากเป็นเรื่องของแนวความคิดหรืออุดมการณ์ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นเรื่องของการใช้อามิสสินจ้าง เป็นเรื่องเงินทองที่เรียกว่าดูด หรืองูเห่า ก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งต้องไปดูกับต้นสังกัดที่ย้ายไป

“ไปถามเขาดูว่ากระบวนการที่เขาใช้คืออะไร ถูกต้องหรือไม่ หากเริ่มต้นดึงด้วยเงินทอง สิ่งตอบแทนอื่นๆ ไม่ว่าตำแหน่งหรืออะไรก็ตาม สุดท้ายจะนำไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยว เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ประเทศชาติมีความเสียหายในอนาคต หากจะมาสัมภาษณ์คนที่ถูกดึงไปคงไม่ถูก ให้ไปถามฝั่งนั้นดีกว่า” นายจุลพันธ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน