เพื่อไทยย้ำ ‘เศรษฐีเงินล้าน’ ไม่ใช่แจกเงิน แต่หารายได้เข้าระบบ ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 1 แสนล้าน พร้อมเชื่อมโยงทุกนโยบายให้เป็นไปได้
วันที่ 2 ก.พ.2569 ที่พรรคเพื่อไทย นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุรีย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบาย เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทยว่า ยืนยันว่าหลักการของนโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องการแจกเงิน แต่เป็นนโยบายที่ใช้เพื่อหาเงิน เพิ่มรายได้จากภาษี ทุกนโยบายของพรรคทุกพรรค ล้วนแต่บอกว่าจะใช้เงินอย่างไร แต่ไม่มีพรรคไหนบอกเลยว่าจะหารายได้ได้อย่างไร
นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า เราจูงใจให้คนเข้ามาสู่ระบบภาษี อันนี้ไม่ได้ทำเอง แต่เรียนรู้จากที่ไต้หวัน ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 1951 ประมาณ 70 ปีมาแล้ว ปีแรกที่เขาทำสามารถเพิ่มภาษีได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และทำมาเรื่อยๆ ตัวเลขภาษีก็เพิ่มอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ประเทศอื่นนำไปใช้บ้างก็ได้ 8-10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อมีการพิสูจน์แล้วเราเลยเอามาใช้
“ธนาคารโลก รีเสิร์ชแล้วว่า เงินนอกระบบของประเทศไทยมีประมาณ 9 ล้านล้านบาท ขณะทีจีดีพีประเทศไทย อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท แสดงว่าเงินนอกระบบถือเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หากเราเอาเงินเข้ามาสู่ในระบบได้ เก็บภาษีจากกลุ่มนี้ได้ ก็จะเป็นเงินมูลค่ามหาศาล นี่คือการหาเงิน”นพ.พรหมมินทร์ กล่าว
นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า นอกเหนือจากนั้นคือเรื่องการจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้คือคลังข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ หลายคนบอกเรามีอยู่แล้ว แต่มันใช้ไม่ได้ผล ข้อมูลนี้จะละเอียดลงลึกไปยังตัวบุคคล ดูได้ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายต่างๆ หาปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อจะแก้ไขปัญหา นี่คือประโยชน์ที่ 2 ที่จะลงทุนในระบบข้อมูล เอไอจะทำงานได้ดี ก็ต้องมีข้อมูลที่ดี มีความแม่นยำ
“เราตั้งเป้าว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นมา 1 แสนล้าน เอาแค่ VAT ตอนนี้เราเก็บได้ประมาณปีละ 9 แสนกว่าล้าน หากคิดว่าเราได้เพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าได้เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท งบประมาณแผ่นดิน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลืออยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 8 แสนล้านบาท ถ้าเพิ่มได้อีก 1 แสนล้านบาทนี่มหาศาลเลย”
นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า บางพรรคพูดเรื่องสวัสดิการคนชรา ที่มี 14 ล้านคนทั่วประเทศ ถ้าเพิ่ม 3พัน ก็4-5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เราจึงไม่ได้พูดถึง เราพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ด้วยการจัดหารายได้ในรูปแบบนี้
นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า ส่วนใครจะมีสิทธิ์เข้าโครงการนี้ ก็คือคนไทยทุกคนมีสิทธิ์ ซึ่งการจ่ายเงินล้านนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกที่จับจ่ายใช้สอย ในกลุ่มนี้กันไว้วันละ 5 รางวัล ซื้อ 1 ใบเสร็จ ไม่ต้องมียอดขั้นต่ำ มีสิทธิ์จับ 5 ครั้ง แล้วก็เพิ่มขึ้นมาในสัดส่วนว่ามีใบเสร็จต่อวันกี่ใบ
นอกจากนี้อีก 4 รางวัล จะเลือกจาก คนที่เสียภาษี คือคนที่ไปยื่นภาษีเงินได้ ซึ่งตอนนี้มีคนยื่นแบบภาษี 8 ล้านคน เสียภาษี 4 ล้านคน แต่คนที่ไม่ได้เสียภาษี ก็มีสิทธิลุ้นได้ด้วย ขอเพียงยื่นแบบก็มีสิทธิ์ ซึ่งเราก็จะได้ข้อมูลว่าใครมีรายได้ มีรายจ่ายอย่างไร
กลุ่มที่สอง คือ ได้แก่กลุ่มคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เราไม่มีปัญหาจ่ายทุกคน แต่เราให้เป็นความหวัง และเอาข้อมูลเป็นระบบ กลุ่มที่ 3 คึอ เกษตรกร ที่มีอยู่ 40 ล้านคน แต่ทำจีดีพีได้แค่ 8 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มเหล่านี้จะได้มีความหวัง โดยต้องลงทะเบียน เพื่อให้รู้ว่าเพาะปลูกอะไร เป็นข้อมูลสำหรับเกษตรแม่นยำอีกต่อหนึ่ง และอาสาสมัคร -ชรบ.-อสม. ทหารผ่านศึก อาสาทางการเกษตร ที่มีอยู่เป็นล้านคน ทำงานเพื่อสังคม จะได้มีโอกาสลุ้นรางวัล เพราะเราแจกไม่ได้ทั้งหมด
นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เราทำได้ทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล เพราะให้ความสำคัญมาก ซึ่งจะควบคู่ไปกับคนละครึ่ง ที่เข้ามาดูแลพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอยที่ยังไม่ได้เข้ามาสู่ระบบภาษี
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะเดินหน้าโครงการได้ จะถูกสกัดเหมือนนโยบายแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่ นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบข้อห้ามทางกฎหมายใดๆ ก่อนนี้รัฐบาลไทยรักไทย เคยทำหวยบนดิน ตอนที่เป็นรัฐบาลไม่ผิด แต่หลังปฏิวัติเอาคดีขึ้นศาล ถ้าไม่มีเรื่องอย่างนี้ก็ไม่น่ามีปัญหา แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่สลาก ไม่ได้ซื้อเพียงแต่ให้เงินกับกลุ่มประชาชน เหมือนเรื่องเบี้ยคนชรา เพียงแต่เป็นเงินที่ใหญ่ขึ้น และเพื่อเป็นการลงทุนให้ได้ระบบข้อมูล
เมื่อถามว่า มีการโจมตีว่าเป็นนโยบายที่ไมได้ยื่นกกต. นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า ยื่นกกต.เรียบร้อย เขาอาจจะดูไม่ออก ทุกอย่างเขียนชัดเจน ส่งกกต.ก็จะเขียนเป็นแนวให้รางวัลคนทำงาน ที่ต้องเขียนคลุมๆไว้ ไม่เช่นนั้นคนอื่นก็ลอกหมด
“ทุกอย่างเราเชื่อมโยงกันหมด กับทุกโครงกาสร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนไทยไร้จน เรียนได้ครบจบได้งาน เพิ่มรายได้จาก 3 แท่งใหญ่ คือภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ไม่ว่าจะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเชื่อมกับอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ ที่ผลิตภายในไทย อุตสาหกรรมอีวี หรือภาคบริการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เวลเนสต่างๆ ที่หากเราหารายได้เพิ่มแสนล้าน ก็จะมีเงินไปทำอย่างอื่น นี่คือภาพรวมของนโยบายที่ต้องนำเสนอให้ประชาชนเข้าใจ”นพ.พรหมมินทร์ กล่าว

