หมอเปรม ชำแหละไทยพีบีเอสกลางวุฒิสภา จี้งบปีละ 2 พันล้านคุ้มค่าหรือไม่ ตั้งคำถามปม รับค่ารถเหมาจ่ายแต่ใช้รถส่วนกลาง จับตาจัดซื้อวิธีเฉพาะเจาะจง ย้ำสื่อสาธารณะต้องโปร่งใส อย่าเป็นเสียเอง

ในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของไทยพีบีเอส โดยระบุว่า องค์กรนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท และตลอดระยะเวลาการดำเนินงานเกือบ 19 ปี มีงบประมาณรวมเกือบ 40,000 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่สังคมมีสิทธิตั้งคำถามว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวถูกบริหารอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนมากน้อยเพียงใด

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ไทยพีบีเอสประกาศตัวเป็น สื่อสาธารณะ และ สื่อของทุกคน พร้อมยืนยันถึงหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ดังนั้น เมื่อมีข้อสงสัยเกิดขึ้นก็จำเป็นต้องเปิดให้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีผู้ปฏิบัติงาน นักข่าว หรือบุคลากรภาคสนาม แต่ต้องการตรวจสอบในระดับนโยบายและการบริหาร เป็นการ “ติเพื่อก่อ ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย”

นพ.เปรมศักดิ์ ยังหยิบยกกรณีที่เคยปรากฏเป็นข่าวช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับผู้บริหารไทยพีบีเอส 2 ราย โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการได้รับเงินค่ารถยนต์แบบเหมาจ่ายรายเดือน ขณะที่ยังมีการใช้รถส่วนกลางขององค์กร โดยรายหนึ่งได้รับค่ารถเดือนละ 27,000 บาท และอีกรายเดือนละ 15,000 บาท

“ถ้าได้รับค่ารถเหมาจ่ายแล้ว ยังสามารถใช้รถส่วนกลางได้อีกหรือไม่ ถ้าทำได้เพราะไม่มีระเบียบห้าม ก็ต้องถามต่อว่ามันเหมาะสมหรือไม่ และหากภายหลังพบว่าไม่ถูกต้อง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และรับผิดชอบอย่างไร” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีบุคลากรจำนวนกี่คนที่ได้รับค่ารถเหมาจ่าย และรวมแล้วใช้งบประมาณในส่วนนี้เดือนละเท่าใด

นพ.เปรมศักดิ์ อภิปรายอีกว่า เงินที่นำมาใช้บริหารองค์กรเป็นเงินจากภาษีของประชาชน ผู้บริหารจึงควรตระหนักถึงความประหยัดและความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อไทยพีบีเอสเป็นองค์กรสื่อสาธารณะ ไม่ใช่ส่วนราชการประเภทกระทรวงหรือกรม จึงควรอธิบายให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการจ่ายค่าตอบแทนหรือสวัสดิการลักษณะดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการมีสถานีโทรทัศน์ภาครัฐและสื่อสาธารณะทั้ง NBT ช่อง 11 และไทยพีบีเอส หากบทบาทและเนื้อหามีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเห็นว่า ต้องแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความแตกต่างและความคุ้มค่าของงบประมาณอย่างชัดเจน

อีกประเด็นที่ นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตอย่างเข้มข้น คือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอส โดยตั้งคำถามถึงการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงในหลายโครงการว่า มีความจำเป็นและสอดคล้องกับหลักการแข่งขัน ความโปร่งใส และกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีการเลือกผู้รับจ้างรายเดิมต่อเนื่องหลายปี ยิ่งจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาถึงความสัมพันธ์หรือการเอื้อประโยชน์

นพ.เปรมศักดิ์ ยกตัวอย่างการผลิตสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ในวาระครบรอบ 50 ปี เมื่อปี 2566 ซึ่งมีการว่าจ้างเอกชนผลิตด้วยวงเงินประมาณ 2-3 ล้านบาท ทั้งที่ไทยพีบีเอสมีบุคลากรและศักยภาพด้านการผลิตรายการของตนเอง จึงควรพิจารณาว่าการว่าจ้างภายนอกมีเหตุผลและเกิดความคุ้มค่าสูงสุดจริงหรือไม่

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เงินที่ไทยพีบีเอสได้รับไม่ใช่เงินส่วนตัวขององค์กร แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน เมื่อประกาศตัวเป็นสื่อสาธารณะที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ก็ต้องพร้อมรับคำถามและการตรวจสอบจากสังคม

“ผมต้องการให้สถานีแห่งนี้เป็นหูเป็นตาให้ประชาชน สอดส่อง ตีแผ่ และขุดคุ้ยสิ่งฉ้อฉลต่าง ๆ แต่เราต้องไม่เป็นเสียเอง องค์กรต้องคืนภาษีให้ประชาชนอย่างคุ้มค่า มีผลงานจับต้องได้ และเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนผู้ไม่มีปากเสียง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ด้านผู้บริหารไทยพีชีเอส ชี้แจงว่า สิ่งที่ดำเนินการมาดำเนินการถูกต้องตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) การดำเนินการสุจริตแต่อาจจะบกพร่องบ้างก็จะขอนำไปปรับปรุงแก้ไข พร้อมกับจะทำรายงานเสนอมายังวุฒิสภาใน 1 เดือนว่า ไทยพีบีเอสจะแก้ปัญหาที่สมาชิกอภิปรายอย่างไรกบ้าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน