อภิสิทธิ์ ให้เหตุผล 4 ประการ ไม่ยกมือให้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ฟันธง หากบังคับใช้ ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโต-ประชาชนยังต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงาน
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
เวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนและพรรคประชาธิปปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการที่สภาฯ จะอนุมัติ พ.ร.ก. ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ 1.เรื่องกฎหมายและอำนาจของสภาฯ จริงอยู่ว่าวันนี้เรามาพิจารณาพ.ร.ก.ฉบับนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า พ.ร.ก.นี้ตราขึ้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
แต่ตนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าใครได้อ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มจะพบข้อเท็จจริงว่า นอกเหนือจากการรับฟังบุคคลจากรัฐบาลหรือผู้ร้องคือฝ่ายค้าน พยานที่ศาลรัฐธรรมนูญเชิญมาให้ถ้อยคำหรือให้ความเห็นเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ซึ่งเป็นนักกฎหมายมหาชนเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการคลัง ภาษีอากร และนักเศรษฐศาสตร์ โดยเป็นอาจารย์ซึ่งเคยอยู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือทีดีอาร์ไอ
ข้อเท็จจริง คือ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด เห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้านว่า การตรา พ.ร.ก.นี้ไม่ชอบ เพราะสถานการณ์ที่นำมาสู่การตรา พ.ร.ก. ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ที่สำคัญ คือ ศาลได้เน้นย้ำเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่างจากฉบับก่อน คือท่านไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่า การตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลในการพิจารณาเรื่องนี้ แต่ศาลเขียนว่านั่นคือหน้าที่ของพวกเราในวันนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จากการอภิปรายทั้งหมดของพวกเราในวันนี้ก็จะเห็นว่า การอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องเงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลัง ฟังไม่ขึ้นจริงๆ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่จะติดตามเงินก้อนนี้ยังไม่ได้ประชุม ตนได้ฟังการชี้แจงของประธานกมธ.แล้ว ตนไม่มีอะไรโต้แย้งท่าน
แต่อยากจะแสดงความเห็นใจท่านว่า ตนเชื่อว่าที่ท่านไม่สามารถเรียกประชุมได้ เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถที่จะกลั่นกรองได้เลยว่า โครงการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ คือ โครงการอะไร ซึ่งเป็นการฟ้องอย่างชัดเจนว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพร้อมที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
“เหตุผลที่ผมไม่อยากจะอนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อยืนยันว่าการตรา พ.ร.ก.ครั้งนี้ เป็นความพยายามหลีกเลี่ยงและเป็นการลดทอนอำนาจของพวกเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เหตุผลประการที่ 2 พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดจากวิกฤตที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามไปแล้วว่า เงินก้อนนี้จะมาแก้ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้อย่างไร และแสดงเหตุผลชัดเจนว่า เราไม่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาตรงนี้
สิ่งที่รองนายกฯ และรมว.คลัง พยายามชี้แจงมาหลายครั้ง ซึ่งมีช่องโหว่ในเชิงตรรกะอย่างรุนแรง โดยท่านพยายามจะบอกว่า ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่นที่มีการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเศรษฐกิจยังไม่ได้หดตัว แต่ท่านจะอ้างว่ามีวิกฤตมาทีละระลอก เริ่มต้นจากราคาพลังงาน
ช่องโหว่ในตรรกะของท่าน คือ แล้วทำไมท่านไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะถ้าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนคนไทย ท่านก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้ 2 แสนล้านบาทแรกมาแจกในโครงการไทยช่วยไทยพลัส
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เสนอมาโดยตลอดว่า ที่จริงแล้วในอดีตราคาน้ำมันตลาดโลกสูงกว่านี้ แต่รัฐบาลในอดีตก็ยังสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับประมาณ 30 บาทกว่าๆ ได้
สิ่งที่เราเสนอไปไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีสรรพสามิต ถึงแม้ใช้ตลอดเวลามาถึงวันนี้ก็ยังใช้เงินน้อยว่า 2 แสนล้านบาทเป็นเท่าตัว หรือการเอาจริงเอาจังกับการให้ผู้ที่ได้กำไรจากความผันผวนของราคาพลังงาน มีส่วนช่วยอย่างจริงจังในการลดภาระของประชาชน เราก็คงไม่จำเป็นจะต้องมาแก้ปัญหาที่ข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น
จนถึงวันนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 38 บาทโดยประมาณ สิ่งที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือจริงก็ยังคงกลับไปเป็นเรื่องของกองทุนน้ำมัน ที่แบกอยู่เกือบ 6 บาท และจะเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำมันในอนาคต
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ท่านพยายามไปดึงมาจากโรงกลั่นยังอยู่แค่เพียง 2.40 บาท มันไม่มีความจริงจัง ไม่มีความเป็นระบบเลย เพราะก่อนวิกฤตเกิดขึ้น ค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 8 บาท ช่วงเดือน เม.ย. ลิตรละ 11 บาท
แม้ปรับตามสูตรที่รัฐบาลไปคุยกับใครก็ตามมาแล้ว ค่าการกลั่นที่ปรับแล้วก็ยังสูงกว่า 2 บาทเป็นเท่าตัว เมื่อเดือนที่แล้วอยู่ที่ 5 บาทและเดือนนี้ก็น่าจะสูงกว่านั้น แต่รัฐบาลไปดึงมาเพียงแค่ 2.4 บาท
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์เคยเสนอเรื่องค่าไฟ ที่ไปดูว่าการผลิตไฟจากก๊าซ ซึ่งต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นผันผวนจริงๆ แล้วก็คล้ายๆ กับที่คาดการณ์กันว่า ถ้าเสร็จปรับสูตรจริงๆ จะลดกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตไฟฟ้า แล้วมาลดให้กับประชาชนได้ ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้ทำ
ช่องโหว่ตรงนี้กลายเป็นข้ออ้าง แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุใช้เงินน้อยกว่า กลับกลายเป็นปล่อยให้ลุกลามมา จนสุดท้ายก็พยายามไปใช้วิธีการเยียวยา ซึ่งทำได้เพียง 4 เดือน ถามว่าหลังจากนี้เมื่อของแพงขึ้นและไม่มีเงินจะช่วยแล้วจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร แทนที่ท่านจะไปมุ่งลดต้นทุนด้านพลังงานหรือตรึงค่าของชีพ ไม่ต้องเอาเงินก้อนนี้มาทำแล้วสูญสิ้นไปภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เหตุผลกประการที่ 3 ไม่ปฏิเสธการมีวิกฤตในตะวันออกกลาง แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจต้องเป็นกรณีที่เศรษฐกิจใกล้จะล้มละลาย รัฐบาลไม่มีเงินที่จะมาใช้จ่าย เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่รับได้ คือเติบโตแม้จะเติบโตน้อยก็ตาม
และที่ไม่ควรอนุมัติ พ.ร.ก. เพราะหลังจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว เศรษฐกิจมั่นคงน้อยลง เพราะหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจะไปแตะเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดเอาไว้ร้อยละ 70 ซึ่งความจริงเพิ่งยกขึ้นมาจากร้อยละ 60 เมื่อไม่นานมานี้ แต่รัฐบาลพูดเองว่าวิกฤตนี้ยังไม่จบ ยืดเยื้อ ถามว่าถ้ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินในการมาทำตรงนี้ จะเอาเงินที่ไหน
“ถ้าไปนับหนี้ที่ตอนนี้รัฐบาลเป็นหนี้กับ ธ.ก.ส. หรือธนาคารของรัฐที่สะสมมา มันถึงเพดานแล้ว การแก้ปัญหาตรงนี้จึงเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจ เพราะเลือกเส้นทางการแก้ปัญหาที่ผิดพลาด และการที่นายกฯ บอกว่าว่ามันไม่เหมือนวัฏจักรเศรษฐกิจโดยปกติ คือ ภาวะที่เราเผชิญอยู่เงินเฟ้อสูงเศรษฐกิจฝืดเคือง
นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่า สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ภาวะเช่นนี้ไม่เหมือนเวลาเศรษฐกิจซบเซาที่ต้องรีบหาเงินมากระตุ้น แต่ต้องบริหารจัดการเรื่องต้นทุน เมื่อไม่ทำตรงนี้แล้ววันนี้ค่าของชีพสูงขึ้น วิกฤตยืดเยื้อ และเงินท่านหมดแล้วที่จะมาทำตรงนี้ เศรษฐกิจจึงมีความเปราะบาง มีความมั่นคงน้อยลง”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เหตุผลประการที่ 4 สำหรับ 2 แสนล้านบาทหลัง อ้างว่าจะมาทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้ผ่านกระบวนการของการคิด การวางยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล เพราะถ้าพูดถึงการลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล การนำเข้าน้ำมันหรือก๊าซจากต่างประเทศ
การไปสรุปว่าเราจะต้องกระโดดไปใช้แสงอาทิตย์ให้มากที่สุด ซึ่งรองนายกฯ บอกว่าเป็นการผลิตพลังงานในประเทศ คำว่าในประเทศเรา คือ แสงแดด แต่อุปกรณ์เกือบทั้งหมดจะต้องนำเข้า และเราก็จะพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้ เพียงแต่ว่าเรากระโดดจากการพึ่งพิงน้ำมันก๊าซ มาเป็นการพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้แทน
“ผมแปลกใจว่า ทำไมรัฐบาลไม่คิดถึงแนวทางการสนับสนุนเรื่องไบโอดีเซลมากขึ้น ซึ่งประชาธิปัตย์กำลังจะเสนอกฎหมายเรื่องปาล์มน้ำมันให้มีการบริหารจัดการให้สามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือกได้ ซึ่งนอกเหนือจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรในประเทศของเราจริงๆ แล้ว ถ้ามีการเจรจากับค่ายยานยนต์ต่างๆ ที่ผลิตอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันให้เขาปรับเครื่องยนต์ ยังจะเป็นการช่วยรักษาฐานการผลิตของเรา
แต่รัฐบาลก็ละเลยตรงนี้ ไม่มีการพูดถึงความสำคัญของไบโอดีเซลเลย จนกระทั่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ที่เคยอยู่กระทรวงเกษตรฯ ผมถึงได้ยินคำว่าไบโอดีเซลออกจากปากท่านนายกฯ แต่ไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์ ไม่ได้อยู่ในแนวทาง 2 แสนล้านบาทที่จะมาทำตรงนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าอยากเปลี่ยนผ่านไปเป็นพลังงานแสงอาทิตย์จริงๆ ข้อจำกัดตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของเงินที่ต้องไปกู้มา และถึงไปกู้มาแล้ว เราก็เชื่อว่าทำตามที่ท่านประกาศไม่ได้ เพราะหากจะไปสนับสนุนให้ครัวเรือนต่างๆ เปลี่ยนหลังคาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป้าที่ท่านตั้งไว้มันไม่เป็นจริง เพราะจำนวนอุปกรณ์ จำนวนคนที่จะต้องมาติดตั้ง กำลังที่มีอยู่ทั้งหมดไม่เพียงพอที่จะทำในอายุของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ข้อจำกัดมันจึงไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ที่สำคัญในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับครัวเรือนที่อ้างว่าจะไปลงทุนในเรื่องของสายส่ง ก็ไม่พูดให้ชัดว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้มีดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก มีแต่จะเพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้น และรัฐบาลก็ยังไม่ได้พูดให้ชัดว่าการลุงทุนในสายส่งทั้งหลายจะมารองรับการผลิตไฟฟ้าของประชาชนหรือจะมารองรับป้อนไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์
“ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ผมกังวลว่าพอเดินไปอีกซักระยะหนึ่ง รัฐบาลอาจจะบอกว่าในที่สุดกำลังทำตามที่เคยประกาศไว้ไม่พอ คราวนี้ก็สามารถโยกเงินกลับมาหมวดหนึ่งก็ได้ กลับไปกลับมาหรือไปทำโครงการที่อ้างว่าเป็นเรื่องของการเรียนรู้ การสร้างทักษะเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวมีโครงการจากกระทรวงมหาดไทย ศึกษาธิการ
ความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะมาแก้วิกฤตตรงนี้เลย และสุ่มเสี่ยงต่อการที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ในเรื่องของการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น และหวังว่าจะไม่มีการกู้เงินแล้วเอามากองไว้เฉยๆ ก็จะยิ่งซ้ำเติมฐานะของประเทศ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการเราจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉบับนี้ และผมอยากจะเทียบเคียงอดีตตอนต้มยำกุ้ง มีการกู้เงินแบบนี้ ประเทศไทยต้องผ่านความเจ็บปวดมากมายในช่วงนั้นแต่สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกยอมรับและกาลเวลาพิสูจน์ คือ หลังจากการกู้ยืมและการแก้ปัญหาครั้งนั้น ระบบสถาบันการเงินและระบบการเงินของประเทศไทยมีความมั่นคงขึ้น
เกิดวิกฤตหลังจากนั้นมาหลายครั้งระบบนี้ผ่านมาได้ ตอนวิกฤตการเงินโลกแฮมเบอร์เกอร์ กู้มาแล้วสุดท้ายสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับไปโตสูงถึงร้อยละ 7 และช่วงปลายรัฐบาลที่ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลก็เป็นช่วงที่เราเห็นหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง
“ผมฟันธงว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ถ้าผ่านรัฐสภาไปบังคับใช้ เราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญเลยเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และประชาชนก็ยังจะต้องเผชิญกับวิกฤตปัญหาจากพลังงานต่อไป เราจะไม่ได้เห็นฐานที่มั่นคงหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแน่นอน พวกผมจึงไม่สามารถที่จะยกมืออนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ และยืนยันคัดค้านทั้งในแง่ของกฎหมาย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การสุ่มเสี่ยงของประเทศ และยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว