Khaosod
Online

วันเสาร์ ที่ 16 ม.ค. 2564

ทวี แซะ รถประจำตำแหน่ง ครม. ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำสังคมไทย

16 ก.พ. 2563 - 17:13 น.

ทวี แซะ รถประจำตำแหน่ง ครม. ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำสังคมไทย

วันที่ 16 ก.พ. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า งบประมาณปี 63 ที่เพิ่งผ่าน 3 วาระ หลังจากต้องนำมาเข้ามาโหวตใหม่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการจัดสรรงบประมาณ 63 มีความเหลื่อมล้ำแบ่งแยกชนชั้นระหว่างรัฐ กับประชาชน จึงขอนำประเด็นของอาจารย์ จิระพันธ์ เดมะ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฎอนี ที่โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ที่ว่า

"นักเศรษฐศาสตร์อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของสวีเดน พื้นเพเดิมชาวปัตตานี เดินทางกลับเยี่ยมบ้านหลังจากจากบ้านไปอยู่สวีเดน ร่วม 30 กว่าปี ทันทีที่ลงสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อบินลงสนามบินหาดใหญ่ นั่งรถกลับปัตตานี ในวงสนทนาท่านพูดว่า ไม่สงสัยเลยว่าทำไมประเทศไทยไม่เจริญ สาธารณูปโภค ขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาลไม่ค่อยดี เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศแสกนดิเนเวีย

กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ท่านได้คำตอบจากที่ได้เห็นรถประจำตำแหน่ง รถราชการมากมาย คอยรับบรรดาหัวหน้าหน่วยราชการที่สนามบิน เห็นสถานที่ราชการใหญ่โตหรูหรา ก็เพราะ ครม.ได้ใช้ภาษีลงทุนไปยังภาครัฐ มากกว่าการทุ่มงบประมาณไปยังสวัสดิการของประชาชน เช่น โครงถนนหนทาง โรงพยาบาล และสวัสดิการประชาชน เป็นหลักคิดสำคัญของแต่ละรัฐบาลว่า จะใช้เงินงบประมาณของประเทศไปให้อะไรมากกว่า ระหว่างราชการกับประชาชน

ในกลุ่มประเทศแสกนดิเนเวียเขาทุ่มให้กับประชาชนมากกว่าภาคราชการ เช่น สาธารณูปโภค สวัสดิการ การเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี จัดที่อยู่อาศัยในราคาถูก เน้นให้ทุกคนมีสิทธิที่พึงมีพึงได้ในฐานะความเป็นมนุษย์ และประชาชนของชาติ เป็นต้น ผมถามว่า นายกฯสวีเดนใช้รถอะไรไปทำงาน ท่านบอกว่า ส่วนใหญ่ใช้รถสาธารณะ (รถเมล์, รถไฟฟ้า) ไปไหนมาไหนมีรถนำไหม ท่านบอกว่า ที่สวีเดนเน้นเคารพสิทธิและความเท่าเทียมกัน จะไม่รบกวนสาธารณะ ถ้ามีก็เล็กมาก ก็เป็นอีกหลักคิดหนึ่งในการบริหารประเทศ"

จากโพสต์ของอาจารย์จิระพันธ์ เป็นประเด็นและมุมมองที่ดีมากครับ โดยส่วนตัวเห็นว่าการที่ รัฐมนตรี นักการเมืองและข้าราชการในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสวีเดนพยายามที่จะทำตัวให้เรียบง่ายเหมือนพลเมืองทั่วไปที่สุด พวกเค้าไม่ต้องการมีอภิสิทธิ์เหนือคนทั่วไป ส่วนในประเทศไทยที่ต้องการก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ระบบราชการได้สถาปนาให้รวมศูนย์ไว้ส่วนกลาง อำนาจรวมอยู่กับรัฐมนตรีและผู้บริหารมากยิ่งขึ้น รวมถึงสวัสดิการที่เป็นรถยนต์พาหนะด้วย จึงไม่สอดคล้องกับการเป็นประเทศที่พัฒนาที่ให้ความสำคัญเรื่องการกระจายอำนาจเป็นสำคัญ!!!

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราพิจารณาการจัดสรรงบประมาณให้องค์กรรัฐในกรณี “การเช่ารถ และรถประจำตำแหน่ง “ ที่หน่วยงานนิยมเช่ารถต่อเนื่องมากนานนั้น ส่วนรถประจำตำแหน่งคือผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี และข้าราชการรัฐผู้ดำรงตำแหน่งระดับรองอธิบดี อธิบดี รองปลัดกระทรวง และปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า รวมไปถึงข้าราชการทหาร ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ตุลาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งมีอัตราเป็นเงิน ดังนี้ :

- รถยนต์ประจำตำแหน่งของรองอธิบดีหรือเทียบเท่า (ปริมาณกระบอกสูบไม่เกิน 2,000 ซีซี) มีค่าเช่าไม่เกิน 26,100 บาท ต่อเดือน
- รถยนต์ประจำตำแหน่งของอธิบดี รองปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า (ปริมาณกระบอกสูบ 2,000-2,400 ซีซี) มีค่าเช่าไม่เกิน 35,280 บาท ต่อเดือน
- รถยนต์ประจำตำแหน่งของปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า (ปริมาณกระบอกสูบ 2,000-2,400 ซีซี) มีค่าเช่าไม่เกิน 53,640 บาท ต่อเดือน
- รถยนต์ประจำตำแหน่งของรัฐมนตรีหรือเทียบเท่า (ปริมาณกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี) มีค่าเช่าไม่เกิน 76,500 บาท ต่อเดือน
- รถยนต์ประจำตำแหน่งของรองนายกรัฐมนตรีหรือเทียบเท่า (ปริมาณกระบอกสูบ ไม่เกิน 3,000 ซีซี) มีค่าเช่าไม่เกิน 90,360 บาท ต่อเดือน

จากข้อมูลในงบประมาณปี พ.ศ.2563 (คำนวณเฉพาะบางหน่วยงาน ไม่ได้คำนวณครบทุกหน่วยงาน) พบว่ามีการใช้งบประมาณแผ่นดินในการจัดหารถประจำตำแหน่ง และงบประมาณตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการเช่ารถอื่น ๆ รวมเป็นเงินจำนวนไม่ต่ำกว่า 5,493,079,000 บาท

ควรมีการศึกษาวิจัยว่าจะดำเนินการมีต่อไปหรือไม่ ? เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนไปมากจำเป็นต้องมีการปฏิรูปซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงเป็นเงินเดือนหรือสวัสดิการอื่นที่เหมาะสมแทนอย่างไร และถึงเวลาที่จะต้องกระจายอำนาจและงบประมาณอย่างจริงจัง มุ่งสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และจำเป็นต้องนำไปสู่ระบบรัฐสวัสดิการ เช่น การศึกษาฟรีมีคุณภาพ การรักษาพยาบาลที่ดี ระบบน้ำเพื่อการเกษตรและบริโภคหรือระบบขนส่งมวลชนในต่างจังหวัดหรือชนบท เป็นต้น

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้สร้างความเหลื่อมล้ำที่ทำให้โครงสร้างอำนาจของรัฐ (รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ) มีอำนาจเหนือประชาชน ที่แบ่งแยกตามชนชั้นการจัดสรรงบประมาณในลักษณะที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มคนแค่หยิบมือเดียวเพียงหวังให้โครงสร้างราชการมีอำนาจสูงสุดเพื่อค้ำจุนรัฐบาลนั้น ได้ทำให้เกิดความเหลือมล้ำอย่างสุดขั้วติดตามมา

การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความไม่เป็นธรรมในสังคม และความยากลำบากของชีวิตประชาชน หรือของข้าราชการด้วยกันที่เป็นชั้นผู้น้อย ที่หวังพึ่งงบประมาณจึงเป็นเรื่องยาก

สิ่งที่นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาชนพยายามผลัดดันและเรียกร้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ประเทศไทยอยู่ในขั้นวิกฤติและเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกขณะนี้ ด้วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้าหรือรัฐสวัสดิการ ดังเช่นกลุ่มประเทศประชาธิปไตยในยุโรปประสบความสำเร็จ ที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนอย่างเสมอหน้า ด้วย "สิทธิที่เสมอกัน" ไม่ว่ายากดีมีจน ภายใต้หลักการที่ว่า

สวัสดิการเป็น "สิทธิ" อันพึงมีของประชาชนมิใช่เพียงแค่ "หน้าที่" ของรัฐในการสงเคราะห์คนอนาถา

โครงสร้างการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ.2563 เป็นการสะท้อนถึงรัฐบาล ให้ความสำคัญ ความมั่นคงของรัฐบาลอยู่เหนือความมั่นคงของประชาชน ซึ่งผิดไปจากหลักการประชาธิปไตยที่ "ประชาชนดำรงอยู่ มิใช่เพื่อรับใช้รัฐบาล แต่รัฐบาลต่างหากที่ดำรงอยู่เพื่อรับใช้ประชาชน" การที่รัฐบาลไม่อยู่ข้างประชาชนจึงยากที่จะเห็นความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเกิดขึ้นในประเทศได้

 

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ทวี แซะ รถประจำตำแหน่ง ครม. ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำสังคมไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง