“บิ๊กตู่”งดรับแขกปีใหม่ ลั่นไม่อยากเป็นภาระใคร หวัง ปี”61 ประเทศสงบ ปรามนักการเมืองหยุดป่วน ถ้าไม่สงบไม่มีเลือกตั้ง ยันแก้ กม.พรรคการเมืองเปล่ารีเซ็ตสมาชิก ย้ำไม่ตั้งพรรคแต่ไฟเขียวคนตั้งพรรคหนุนนายกฯ คนนอก โฆษกกลาโหมตีปี๊บผลงาน “บิ๊กป้อม” แจง 3 ปีทำงานหนักมาก แต่ยังโดนนักการเมืองขย่ม ลั่นชายชาติทหารไม่กลัว ส่วนปมนาฬิกาหรูพร้อมสู้ตามกฎหมาย “ศรีสุวรรณ” ซัดโฆษกออกหน้าป้องเกินงาม “มาร์ค” จี้ คสช.ทบทวนตัวเอง ชี้ปีสุดท้ายถ้าทำตามสัญญาไม่สำเร็จต้องรับผิดชอบ เพื่อไทยไม่มั่นใจมีเลือกตั้งพ.ย.61 โพลระบุอีกชาวบ้านจี้นายกฯ แก้เศรษฐกิจ-บริหารประเทศมั่นคง-เลือกตั้งตามสัญญา
“บิ๊กตู่”งดรับกระเช้าปีใหม่
เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ปีใหม่ปีนี้ได้บอกกับทุกคนว่าไม่ต้องมาอวยพร และมอบของขวัญให้ตน ขอให้ทุกคนกลับไปดูแลและอวยพรลูกน้องและคนที่รักดีกว่า อีกทั้งตนมีพรให้กับเขาเสมอ ส่งการ์ดส่งความปรารถนาดีไปให้ ซึ่งเขาส่งการ์ดอวยพรกลับมา ก็พอใจแล้วถือว่าระลึกถึงกัน ขอร้องว่าอย่าคิดว่าตนไม่ให้ความสำคัญกับเทศกาลสำคัญเช่นนี้ เทศกาลปีใหม่ถือเป็นประเพณีที่สำคัญ เราส่งใจถึงกันตลอดเวลา ส่งการ์ดถึงกัน ตนไม่ต้องการเป็นภาระในช่วงปีนี้เพราะต้องการใช้เวลาเพื่อคิดเรื่องต่างๆ มากมาย
“หลายคนแปลกใจว่าทำไมผมไม่รับการอวยพร ผมบอกว่าขอสำหรับปีนี้ ขอให้ไปดูแลคนอื่นๆ ดูแลครอบครัว และผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีที่สุด ของขวัญผมไม่ได้ต้องการ พอแล้ว ของขวัญก็มีดอกไม้ ผลไม้ ขอให้เอาไปให้ผู้ใหญ่ที่ตัวเองนับถือ ไม่เช่นนั้นป่านนี้ก็ต้องมายืนรออวยพรเป็นแถว ผมก็กลายเป็นภาระของพวกเขา” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
หวังชาติสงบ-ได้รบ.มีธรรมาภิบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่าปีใหม่ปีนี้มีสิ่งใดที่ไม่อยากได้บ้าง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมไม่อยากได้ความไม่สงบสุข ไม่อยากได้ความขัดแย้ง ในวันข้างหน้าเมื่อผมไม่เป็นนายกฯ ก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง อย่าคิดว่าผมจะเป็นอย่างอื่น ผมหมดหน้าที่ก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ผมอยากได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล อยากได้นักการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิ ภาพ แก้ไขปัญหาของประเทศเดินหน้าวางแผนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้กว้างๆ”
นายกฯ กล่าวว่า ในยุทธศาสตร์ชาติ รายละเอียดไม่ได้บังคับใคร มีแต่หัวข้อว่าทำอะไร ขอให้อยู่ในกรอบและทำให้คนไทยทุกคนมีความสุข พ้นจากความยากจนในทุกด้าน ในปีหน้ามีเรื่องต้องทำอีกมาก ถ้าเรายังทำแบบเดิมก็จะเป็นแบบเดิม คือการเอาเงินลงไปให้ เป็นมาตรการบรรเทาเพียงชั่วคราวเท่านั้นไม่ยั่งยืน ถ้าจะให้ยั่งยืนต้องทำแบบที่ตนทำต้องกำหนดเป้าหมาย ทิศทางในแต่ละกลุ่ม เพราะความต้องการแตกต่างกัน และต้องไม่ผูกขาดประชาชนต้องได้รับประโยชน์ที่ดีขึ้น ก็เป็นการคาดหวังของตน
ถ้าอยากมีเลือกตั้งอย่าป่วน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่ตนคาดหวัง 1.ลดความยากจน ลดความเดือดร้อน 2.เดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่ไม่มีความขัดแย้งอีกต่อไป ซึ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ ตนประกาศ ไว้เลย สถานการณ์ถ้ายังมีความขัดแย้งสูง การเลือกตั้งได้หรือเปล่า ตนไม่รู้ ฉะนั้นอย่าทำให้มันเกิดขึ้น ตนไม่ได้เป็นคนทำ ถ้าอยากให้มีการเลือกตั้ง ขอให้มีความสงบสุขเรียบร้อยถ้าไม่สงบ เลือกแล้วถ้าเลือกตั้งไปแล้วยังตีกันอยู่ ตนก็รับผิดชอบไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพียงแต่พูดปรามไว้สำหรับคนที่จะสร้างความวุ่นวาย ประชาชนก็ต้องดู ถ้าใครทำตัวแบบนี้ อย่าไปยุ่งหรือสนับสนุน ไม่เช่นนั้นจะผิดกันไปหมด ขอร้องอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน มีเส้นทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็ไป
วันนี้ทุกฝ่ายชื่นชมประเทศไทยว่ามีเสถียรภาพดี มีความสงบเรียบร้อย ไม่มีความขัดแย้ง เรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง ขอร้องว่าอย่าเอาการเมืองมาเป็นทุกอย่างของประเทศไทย ถ้าทำเช่นนั้นจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ขัดแย้งกันไม่มีเลิก เพราะทุกคนคาดหวังว่าจะเข้าสู่การเมือง ส่วนจะตีกันต่อไปอย่างไร ตนไม่สามารถตอบได้ วันข้างหน้าอีกพรรคหนึ่งได้ อีกพรรคจะยอมรับได้หรือไม่ ตนก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้ เพราะปัญหาเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ซัดนักการเมืองอย่าดีแต่พูด
“จำได้หรือไม่ว่าเคยเกิดเรื่องมาแล้วจาก 2 พรรคใหญ่ อนาคตข้างหน้าจะแก้ปัญหาอย่างไร ยังไม่มีใครบอกผมเลย แต่ทุกวันนี้กลับมาตีผม ซึ่งผมไม่เข้าใจ วันนี้ท่านต้องแสดงออกว่าจะไม่ทำหรือสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมาอีก ขอร้องว่าอย่าพูดอย่างเดียว ขอให้ทำด้วย แล้วประชาชนก็ต้องไปดู ไม่ใช่ว่ามารุมตีผม ซึ่งยังไม่รู้ว่ามาตีผมเรื่องอะไร ผมก็พูดกับทุกคน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าอาจเป็นเพราะใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งคสช. 53/2560 แก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรค การเมือง เกี่ยวกับระยะเวลา 30 วันในการรับรองการเป็นสมาชิกพรรค พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยืนยันตนไม่ได้สลายความเป็นสมาชิกของพรรค คนที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่สามารถมาลงใหม่ก็ได้ หากบอกว่ามีข้อแม้เรื่องระยะเวลา ขอชี้แจงว่าเวลาที่กำหนด 30 วันอย่างน้อยต้องมีสมาชิกพรรค 500 คน ทุกคนมาลงสมัครได้ แล้วที่เหลือจะไปกลัวอะไร ทุกคนมาลงสมัครเป็นสมาชิกได้ตลอด 4 ปี ถ้าคิดว่าสมาชิกเหล่านั้นยังอยู่ ก็ต้องมั่นใจว่าเขาจะอยู่ แล้วที่ออกมาประกาศว่าทุกคนเกิดมาอยากตายไปกับประชาธิปไตยกับพรรคนี้พรรคนั้น แล้วจะไปกลัวอะไร
ยันเปล่ารีเซ็ตสมาชิกพรรค
ต่อข้อถามว่าอาจกลัวว่าในช่วงที่มี ช่องว่างนี้ สมาชิกพรรคเดิมจะย้ายไปอยู่พรรคใหม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เพราะอุดมการณ์สู้เขาไม่ได้หรือเปล่า ที่บอกว่าตัวเองดีกว่า มีคนมาอยู่มากกว่า ช่วยเหลือประชาชนได้ ถ้าดีจริง สมาชิกพรรคเหล่านั้นก็ต้องอยู่ วันนี้ตนไม่ได้ต้องการไปรีเซ็ตอะไร แต่ต้องการให้เกิดความชัดเจนว่าคำว่าสมาชิกพรรคเป็นอย่างไร แม้กฎหมายฉบับใหญ่จะมีผลบังคับใช้แล้ว และตนไม่ได้ไปละเมิดหรือล้มกฎหมาย และไม่ต้องการแก้ไข พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเขาหวังผลระยะยาว เราต้องหาวิธีการปฏิบัติเพื่อเดินไปสู่ตรงจุดที่ไม่มีปัญหาให้ได้
นายกฯ กล่าวว่า ระหว่างนี้เมื่อกฎหมายยังมีปัญหา ต้องมาดูว่าระยะนี้ทำแบบนี้ได้หรือไม่ แกะออกมาให้ได้ว่าคนที่จะเป็นสมาชิกพรรคก็ให้ยืนยัน ลงชื่อและมีหลักฐานให้เห็น เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องไม่มีหลักฐานชัดเจนเพราะอยู่ที่พรรคทั้งหมดเราไม่ได้ให้เขาเก็บเงินจากสมาชิกพรรค รัฐบาลเป็นคนเก็บให้โดยหักภาษี เมื่อคนถูกหักภาษียังไม่กาเลยว่าสนับสนุนพรรคไหน ดังนั้น ต้องเคลียร์เพื่อให้เกิดความชัดเจน แค่นี้มันมีปัญหาอะไร
ไฟเขียวคนตั้งพรรคหนุน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการออกคำสั่งครั้งนี้มีการมองว่าพล.อ.ประยุทธ์ กำลังรวบรวม โกยนักการเมืองเพื่อตั้งพรรคการเมือง หรือพรรคทหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “พรรคทหาร พรรคอะไร เรื่องนี้สื่อต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย สมมติใครก็ตามไปรวบรวมคนแล้วตั้งพรรคมาลงเลือกตั้ง ถ้าประชาชนไม่เห็นดีเห็นงาม เขาจะเลือกเข้ามาหรือ ถ้าคนห่วยๆ เขาจะเลือกมั้ย ผมถึงบอกว่าดูนักการเมืองใหม่บ้าง คนเก่าถ้ามันดีอยู่พรรคไหนก็เลือกเข้าไป แต่ถ้าคนใหม่ดีกว่า ก็เลือกคนใหม่ก็จบ ทำไมต้องมานั่งคอยระวังผม คนนั้นคนนี้ ไม่ดูว่าคนเหล่านั้นทำประโยชน์อะไรหรือไม่ดีกว่า อาจมีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนเดิม ผมพูดกับทุกพรรคว่าไปหาคนใหม่ที่สังคมยอมรับมา สังคมก็ยอมรับได้ ถ้าเป็นคนดี แต่ถ้าอยู่แบบเดิมๆ ก็ตีกันเหมือนเดิม”
เมื่อถามว่าสรุปแล้วจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนจะตั้งทำไม ตนตั้งได้หรือ เมื่อถามว่าวันนี้มีคนตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนเป็นนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เห็นมีหลายคนประกาศสนับสนุนตน ก็ตั้งไป แต่ตนจะรับหรือเปล่า ก็ยังไม่รู้ เรื่องนี้เขาต้องถามตน วันนี้เขายังไม่ได้ตั้งและยังไม่เข้าสู่วันเลือกตั้ง ยังไม่มีใครมาถามตน ได้แต่พูดกันไป แล้วตนจะรับหรือไม่ ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ
เชื่อนายกฯคนนอกมีหลายคน
“สถานการณ์เป็นตัวกำหนดทุกอย่าง อย่าลืม ผมไม่ได้หมายความว่าคนอื่นเขาทำไม่ได้ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนจะร่วมมือกับใคร คนที่เขาร่วมมืออยู่แล้ว ผมจะเข้าไปได้อย่างไร วันนี้ผมไม่ได้ลงเลือกตั้งเอง มากลัวผมอยู่นั่นว่าผมจะเข้าไปเป็นนายกฯ คนนอก แล้วไอ้คนในต้องหาให้เจอก่อน คนนอกอาจจะไม่ใช่ผมก็ได้ มีตั้งหลายคน เขาอาจจะหาคนอื่นเข้ามาก็ได้ ทำไมต้อง มากลัวผม วันนี้ผมทำงานเพื่อการเมืองในวันข้างหน้า ทำงานเพื่อประชาชนให้มีความรัก ความสามัคคี ลงพื้นที่ก็ไปพูดคุย เพื่อให้เขาคลายเครียดและมั่นใจ อีกทั้งผมคลายเครียดตัวเองด้วย ได้หัวเราะ ได้ทำอะไรตลกๆ ออกมา ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ผมก็ไม่ตลกเท่าไร พอตลกไปก็เป็นเรื่องจริงไปหมด ความจริงผมเป็นคนอารมณ์ดี ตลก ผมพูดตลกเก่ง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่าปีใหม่นี้ไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้ไปไหน อาจตีกอล์ฟใกล้ๆ แถวนี้ แต่ไม่ไปต่างจังหวัดแล้ว ปีใหม่หรือวันสำคัญๆ เราต้องตั้งสติให้ดียึดมั่น ภาวนาให้บ้านเมืองสงบสุข ตนทำเช่นนี้มาทุกปี ไม่เคยไปไหนมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่เป็นแม่ทัพ เพราะสถานการณ์เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ก็ไม่ได้ไปไหน ไปห้างก็ไปเพียงเปิดงาน ครอบครัวก็ไม่เคยไปไหนด้วยกัน แต่อยู่บ้านด้วยกัน กลายเป็นว่าเวลาส่วนตัวหายไป เพราะถ้าไปไหน พอเจอกับใครก็มีปัญหา หรือไปไหน รปภ.ต้องไปดูแล ตนไม่อยากรบกวน อยากให้เขาได้กลับบ้าน อย่างมากก็ไปเล่นกีฬา กินข้าวกับครอบครัวเงียบๆ เล็กๆ หรือไปกับเพื่อนๆ บ้างแต่ไม่ไปในที่สาธารณะ ชีวิตตนมีแค่นี้ ที่เหลือก็คิดเรื่องงานโดยเฉพาะในปีหน้ามีงานให้คิดและทำอีกมากโดยเฉพาะเรื่องความยากจน
โฆษกกห.แจง”บิ๊กป้อม”ทำงานหนัก
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การทำงานตลอด 3 ปี ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ได้ทำงานหนักจะเห็นว่าความสัมพันธ์ไทยกับประเทศรอบบ้านอาเซียนค่อนข้างดีพูดคุยได้ทุกเรื่อง ไม่มีปัญหาปะทะกันทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไว้วางใจมอบงานให้พล.อ.ประวิตร ทำค่อนข้างมาก เลยไปถึงการแก้ไขปัญหามาตรฐานการบิน ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยใช้เหล่าทัพเข้าไปผลักดัน ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและทำให้ระบบเกิดความเข้มแข็ง
พล.อ.ประวิตรทำงานหนักพอสมควร เป็นประธานคณะกรรมการหลายชุด แต่คนไม่มองเรื่องที่ทำ โดยเฉพาะปราบปรามผู้มีอิทธิพล คสช.เข้าไปจัดระเบียบ ทั้งอิทธิพลต่างชาติ อิทธิพลต่างประเทศ อาวุธสงคราม ยาเสพติด ซึ่งการจัดระเบียบสังคมถามว่าใครกล้าทำเพราะบางอย่างกระทบเรื่องมวลชนมีผลต่อฐานเสียง เราทุ่มเททรัพยากรใช้กำลังทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำงานกันอย่างหนักหนาสาหัส 3 ปี เห็นผลเยอะมาก ซึ่งมีผู้ที่ได้และเสียประโยชน์ แต่คสช.มองเรื่องประชาชนที่ใช้พื้นที่สาธารณะได้ประโยชน์เป็นหลัก
ชายชาติทหารไม่หวั่นปมนาฬิกา
ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.อ.ประวิตร เกรงหรือไม่กลุ่มผู้เสียประโยชน์จะหาช่องทางโค่นล้ม พล.ท.คงชีพกล่าวว่า เป็นทหารมาถึงขนาดนี้ ไม่กลัวอะไรแล้ว ถ้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อส่วนรวม และสังคม เสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้ประเทศ ถือเป็นหน้าที่ที่เราปลูกฝังอุดมการณ์มา ดังนั้น จะไปกลัวอะไรหรือกลัวใคร เพราะเกิดมาตายครั้งเดียว พล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้กังวล ก็ทำงานต่อไป สังคมวันนี้เปิดกว้าง ได้รับข้อมูลข่าวสารรอบด้านมากขึ้น คิดเองได้ ถ้าไม่มีใครยุยง ปลุกปั่น สร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชังกัน
ส่วนกระแสวิจารณ์นาฬิกาหรูนั้น พล.ท. คงชีพกล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของ พล.อ. ประวิตร ก็ว่าไปตามกฎหมาย ต้องหาทางออกในเรื่องกฎหมาย ส่วนจะมีผลต่อทำงานหรือไม่นั้น คิดว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์ เวลามีคนนินทาในทางที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกบ้าง เพราะมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ แต่ในฐานะทหาร ต้องยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประวิตรเข้มแข็งพอจะเดินหน้าใช้โอกาสนี้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประเทศต่อไป ส่วนสิ่งใดที่เป็นเรื่องส่วนตัวก็ต้องชี้แจงแก้ปัญหาต่อไป คิดว่าเป็นอุปสรรคเล็กน้อย สิ่งที่ทำมาถือว่าเป็นคุโณปกรณ์กับประเทศชาติ
เชื่อมีแก๊งขย่ม-ย้ำไม่ตั้งพรรค
ต่อข้อถามว่าการขยายผลประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นขบวนการล้ม พล.อ.ประวิตร เพื่อทำให้คสช.อ่อนแอหรือไม่ พล.ท.คงชีพกล่าวว่า มีแน่นอน ในเมื่อเราเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาไปสู่งานที่เหมือนงานการเมืองที่ทำอยู่ขณะนี้ ย่อมกระทบกับกลุ่มการเมืองที่เสียประโยชน์ เมื่อกระแสออกมาแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่โจมตีกันทางการเมือง ก็ถือเป็นเรื่องที่มาจากการเมือง ส่วนจะเกี่ยวข้องกับข่าวว่าพล.อ.ประวิตรจะเป็นกำลังสำคัญตั้งพรรคทหารนั้น ยืนยันว่าไม่จริง อีกทั้งพล.อ. ประวิตร ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร เป็นมิตรกับทุกคน พูดคุยได้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ไม่หักใคร โดยคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นหลัก
เมื่อถามว่าจะใช้ว่าพล.อ.ประวิตรเป็น ผู้จัดการ คสช.ได้หรือไม่ พล.ท.คงชีพกล่าวว่า ไม่มี ผู้จัดการคสช. อย่าใช้คำนั้น แต่ประเทศไทยมีหลายกลุ่ม หลายพวก ต้องดึงมาแก้ปัญหา ซึ่งพล.อ.ประวิตรเป็นคนที่ประสานได้
8 ม.ค.นัดถกปรองดอง
พล.ท.คงชีพกล่าวถึงทิศทางสร้างความปรองดอง โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งว่า เบื้องต้นวันที่ 8 ม.ค. พล.อ.ประวิตร จะเรียกประชุมคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ถึงการความคืบหน้าและแนวทางสร้างความปรองดองต่อไป ต้องแยกเป็น 2 ส่วน 1.ปัญหาความเดือดร้อนจากความเหลื่อมล้ำที่เราได้มาจากความเห็นร่วมของประชาชน จากการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น จะนำเข้ามาขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาผ่านกลไกประชารัฐซึ่งมีทั้งภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชนร่วมกันดำเนินการ
2.สัญญาประชาคม ที่เพิ่งดำเนินการเสร็จจะนำไปสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะขยายตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล จนถึงหมู่บ้าน โดยใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย และกอ.รมน. พร้อมสร้างการรับรู้ไปจนถึงจิตสำนึกของประชาชนว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ ทำแล้วกลายเป็นความขัดแย้ง จะป้องกันได้อย่างไร
เราต้องทำให้สัญญาประชาคมฉบับนี้อยู่ในจิตสำนึกของประชาชน ส่วนกระทรวงทบวง กรม และหน่วยงานต่างๆ จะนำเอาสาระสำคัญประชาคมฉบับนี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับแผนงานของหน่วยงานนั้นๆ เช่น เรื่องความเหลื่อมล้ำ ถูกนำไปบรรจุในแผนกันการของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น ถ้าทุกภาคส่วนไม่ละเลยการปรองดอง เชื่อว่าในอนาคตปัญหาความขัดแย้งจะลดลงได้ แม้จะไม่หมดก็ตาม และยืนยันว่าการเลือกตั้งมีแน่นอนตามกรอบโรดแม็ป
“ศรีสุวรรณ”ฉะ”คงชีพ”ป้องเกินงาม
นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวกรณีพล.ท.คงชีพ แถลงว่าพล.อ.ประวิตร ทำงานหนักตลอด 3 ปี ว่า การทำหน้าที่ของโฆษกกระทรวงกลาโหม ต้องสะท้อนความจริงให้สังคมเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่มาทำหน้าที่โฆษกส่วนตัว เพราะไม่ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนจากพล.อ.ประวิตร
ส่วนการแก้ไขปัญหาการบิน การทำประมง การค้ามนุษย์ ลิขสิทธิ์ ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงกลาโหม มีหน่วยงานที่ดูแลประชาสัมพันธ์เรื่องต่างๆ โดยตรงอยู่แล้ว บางเรื่องเสนอข้อมูลฝ่ายเดียว ขณะที่ข้อมูลอีกด้านกลับไม่เสนอ เช่น ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ดังนั้น อย่าโยงเรื่องเหล่านี้มาเป็นหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม จะทำให้ประชาชนสับสนว่าอำนาจหน้าที่ของกระทรวงทำทุกเรื่องเลยหรือไม่
“หากโฆษกกระทรวงกลาโหมจะออกหน้าชี้แจงในทุกเรื่อง ขอให้อธิบายแทนพล.อ.ประวิตรว่า ทำไมรองนายกฯ และรมว.กลาโหม ซึ่งเป็นข้าราชการกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนมาทั้งชีวิต จึงมีนาฬิการาคาแพงมูลค่านับล้านบาทใส่ จนโลก โซเชี่ยลนำมาเสนอต่อสาธารณะมากกว่า 13 เรือน ทำไมจึงไม่รายงานเอกสารบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นรายงานกัน ขอให้อธิบายเพื่อให้สังคมไทยได้เข้าใจด้วย ถ้าอธิบายไม่ได้ ควรจะแถลงหรือพูดเฉพาะแต่งานในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น อย่าทำเกินหน้าที่จึงจะถูกต้อง” นายศรีสุวรรณกล่าว
มท.1 ย้ำเดินหน้าตามโรดแม็ป
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงโรดแม็ปการเลือกตั้งว่า นายกฯ ย้ำว่าจะยังดำเนินการไปตามโรดแม็ป ขณะนี้ต้องถือว่าอยู่ในช่วงการดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่ากระทรวงมหาดไทยมีส่วนช่วยอย่างไรให้การเดินหน้าโรดแม็ป โดยเฉพาะการเลือกตั้งไปสู่การมีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์มีธรรมาภิบาล พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามบทบาทภารกิจที่กระทรวงมหาดไทยมี โดยจะทำให้ผลประโยชน์ตกกับประชาชนให้มากที่สุดตามบทบาทภารกิจที่มี โดยเฉพาะการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องเร่งรัดให้เกิดขึ้น
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวถึงสิ่งที่อยากเห็นสำหรับการเมืองในปี 2561 ว่า ทุกคนในประเทศคงจะเห็นตรงกันว่าอยากให้การเมืองได้ทำสิ่งที่ดีๆ ให้กับประชาชนคนไทย มีสิ่งที่ดีๆ ขึ้น ในเรื่องของความเป็นอยู่การประกอบอาชีพ รวมทั้งต้องการให้มีการเมืองที่ดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกอย่างคงจะดีขึ้น และมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในปี 2561
“ชวน”ให้รบ.ทำหน้าที่ดีที่สุด
ที่บ้านพักถนนวิเศษกุล ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าอวยพรปีใหม่ ซึ่งนายชวนกล่าวอวยพรปีใหม่ในปี 2561 ว่า ชาวไทยได้ผ่านเหตุการณ์เศร้าสลดที่สุดคืองานพระราชพิธีถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่ 9 มาแล้ว และแม้พระองค์ท่านจะจากไป แต่เชื่อว่าพระบรมราโชวาทต่างๆ ยังอยู่ในใจทุกคน โดยเฉพาะพระบรมราโชวาทให้ทุกคนได้ทบทวนภาระหน้าที่ของตนและทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้ปัญหาบ้านเมืองก็จะไม่เกิดขึ้น และอะไรที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขได้ ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่เป็นมงคลยิ่ง หลังผ่านเหตุการณ์เศร้าสลดในปีที่ผ่านมา ขอให้พี่น้องคนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้ช่วยเหลือตัวเอง อย่าไปหวังพึ่งหน่วยงานหรือองค์กรอื่นมากเกินไป และขอให้ปี 2561 เป็นปีมงคลของทุกคน ขอให้เจริญด้วยพรทั้ง 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดไป
ต่อคำถามว่าอยากขออะไรเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล นายชวนกล่าวว่า การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นสิ่งสำคัญ โดยจะไม่ขอของขวัญอะไรจากรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำให้ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ถ้าจะขอคือขอให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพราะบ้านเมืองเป็นของทุกคน ประชาชนต้องมีส่วนร่วมและอย่าไปหวังให้คนใดคนหนึ่งแก้ปัญหาเพียงลำพัง แท้จริงแล้วทุกคนต้องร่วมมือกัน และอยากเห็นการพัฒนาในปีหน้าเป็นไปในทุกด้านควบคู่กัน ไม่เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
“มาร์ค”จี้คสช.ทบทวนตัวเอง
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปี 2561 ถือเป็นปีสุดท้ายตามโรดแม็ปของ คสช.ที่กำหนดว่าจะมีการเลือกตั้งปลายปี 2561 รัฐบาล คสช.ต้องพ้นไป เว้นแต่จะคว่ำกฎหมาย ตนอยากให้ คสช.ทบทวนตัวเอง โดยย้อนกลับไปวันที่ 22 พ.ค.2557 คสช.บอกคนไทยว่าจะเข้ามาทำอะไรบ้าง และจะสร้างระบบบ้านเมืองที่ปฏิรูปให้มีความยั่งยืนอย่างไร จะคืนความสุขให้กับประชา ชน โดยขอเวลาอีกไม่นาน เมื่อถึงปีสุดท้ายแล้วขอให้ทำตามสิ่งที่เคยบอกกับประชาชนให้สำเร็จถ้าจะทำได้ต้องทบทวนอย่างตรงไปตรงมาว่าการปฏิรูปคืบหน้าไปถึงไหน อะไรที่จะทำให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ว่าบ้านเมืองจะเดินไปอย่างไร
ถ้าทำได้ในปี 2561 จะเป็นปีสุดท้ายที่ คสช.พูดได้ว่าปฏิบัติภารกิจลุล่วงให้คนไทยทั้งประเทศ แต่ถ้าไม่รีบทบทวนปีสุดท้ายของ คสช.จะจบลงที่ประเทศสูญเสียโอกาสไปเป็นเวลา 4 ปี จึงอยู่ที่ คสช.จะเลือกว่าจะให้ประวัติศาสตร์จารึกผลงาน คสช.อย่างไร ถ้าทำไม่สำเร็จ คสช.ต้องรับผิดชอบ ตนไม่กังวลใดๆ แต่อยากให้ประเทศเดินหน้าปฏิรูปและบริหารโดยยึดหลักธรรมาภิบาล อย่าหยิบขึ้นมาเป็นแค่วาทกรรม ต้องเป็นรูปธรรม เพราะคนไทยอยากเห็นการกลับคืนสู่ภาวะปกติ ไม่ย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดิมๆ ที่มีการใช้อำนาจไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรม ส่วนจะมีเลือกตั้งในปี 2561 หรือไม่นั้น หากไม่เป็นไปตามนั้น คสช.ต้องรับ ผิดชอบ
อย่าให้ประชาชนรอสูญเปล่า
“ผมหวังเสมอว่า คสช.จะทบทวนสิ่งต่างๆ และพูดด้วยความหวังดี อย่าให้สิ่งที่ประชาชนอดทนและให้โอกาสสูญเปล่า เพราะจะย้อนกลับมาเป็นปฏิกิริยาที่ไม่เป็นผลดีกับใคร ผู้มีอำนาจต้องคิดถึงประเทศในระยะยาว ทำพื้นฐานที่ดีให้กับสังคมแล้วทุกอย่างจะเดินหน้าได้ ความนิยมมีขึ้นมีลง เปลี่ยนแปลงได้เร็ว ความได้เปรียบเสียเปรียบการช่วงชิงอำนาจ ต่อรองสืบทอดหรือไม่อย่างไร ทุกยุคทุกสมัยมีคนคิด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ยั่งยืน ไม่ตอบโจทย์ประเทศ จะตอบโจทย์ได้ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม หลักธรรมาภิบาล” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงผลงานปฏิรูปของ คสช.ตลอด 3 ปีว่า จนถึงวันนี้คนไทยยังไม่ทราบว่าหลักการปฏิรูปของ คสช.คืออะไร ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องมีความชัดเจนก่อน เพราะถ้าจะปฏิรูปต้องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน สร้างการมีส่วนร่วม แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีส่วนไหนเดินหน้า ดังนั้น ปีสุดท้ายนี้ คสช.ต้องทำให้ชัดเจนเรื่องหลักการปฏิรูปและดึงประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อ บีบบังคับพรรคว่าต้องปฏิรูปต่อเนื่อง
“อู๊ดด้า”ชี้ 5 สายทำโรดแม็ปไม่นิ่ง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ระบุหากสถานการณ์ยังไม่นิ่งการเลือกตั้งในเดือนพ.ย.2561 อาจจะไม่เกิดขึ้นว่า ไม่ทราบว่าที่นายกฯ พูดเช่นนั้นเพราะอะไร แต่ขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์อะไรแน่นอน หรือเหนือความคาดหมาย ก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดเจนคือ โรดแม็ปยังคงไม่นิ่งตามที่เคยประกาศไว้ว่า จะมีเลือกตั้งในเดือนพ.ย.2561
ความไม่นิ่งนั้นเป็นความไม่นิ่งจากแม่น้ำสายต่างๆ โดยสังคมรับรู้ความไม่นิ่งนี้ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสัญญาณแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมถึงการใช้มาตรา 44 เพื่อใช้แก้กฎหมาย อีกทั้งยังมีสัญญาณว่าอาจมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเป็นปัญหาว่า ต้องมีการแก้กฎหมาย เรื่องระยะเวลาดำเนินการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“คำพูดของบุคคลสำคัญต่างๆ ในรัฐบาลขณะนี้เริ่มส่งสัญญาณสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ระบุว่ายังไม่สามารถรับประกันได้ 100% เรื่องโรดแม็ป การเลือกตั้ง เพราะไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นอะไรในอนาคตหรือไม่ ล่าสุดยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อนายกฯ ระบุเช่นนั้น แต่คงไม่เหนือความคาดหมาย และความเข้าใจของสังคมว่า โรดแม็ปการเลือกตั้งในประเทศไทย แม้จะประกาศไว้ชัดเจน แต่พอจะเริ่มต้นปี 2561 สถานการณ์ยังคงไม่นิ่งเต็ม 100% ด้วยสัญญาณต่างๆ จากคสช. และแม่น้ำสายต่างๆ ที่สะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัด” นายจุรินทร์กล่าว
พท.ซัดนายกฯโมฆะบุรุษ-เล่นลิ้น
นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า แทบไม่มีใครเชื่อถือพล.อ.ประยุทธ์แล้ว วันนี้พูดอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้ก็พูดอีกอย่าง เสมือนโมฆะบุรุษที่พูดอะไรออกไปก็ไร้ความน่าเชื่อถือ เล่นลิ้นต่อว่านักการเมืองเพียงอย่างเดียว สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำในปี 2561 คือสร้างความเชื่อมั่นต่อทั้งสังคมไทยและสังคมโลกว่าการเมืองไทยจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ความขัดแย้งที่พล.อ.ประยุทธ์พูดถึง ต้องถามว่าใครขัดแย้งกับใคร ซึ่งความเห็นต่างในทุกสังคมเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความขัดแย้ง ไม่ใช่ความไม่สงบ
ต้องยอมรับว่ากองทัพเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งใช่หรือไม่ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางกฎหมาย หลังจากคสช.เข้ามาก็ร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านกฎหมายลูก กฎหมายทั่วไป โดยใช้กลไกแม่น้ำ 4 สาย ร่างกันเองแล้วก็แก้กันเอง ที่เห็นชัดเจนล่าสุดก็กฎหมายพรรคการเมือง เขียนมาเสร็จยังไม่ทันใช้ก็ใช้มาตรา 44 แก้ไข จนพรรคใหญ่ต้องวิจารณ์ เพราะมันมีปัญหา จึงต้องถามอีกว่าสุดท้ายแล้วเงื่อนไขความขัดแย้งเหล่านี้ใครเป็นคนสร้างขึ้นมา พรรคและนักการเมืองไปเกี่ยวข้องกับขั้นตอนไหนในการร่างกฎหมายของคสช.และสนช.
ไม่มั่นใจมีเลือกตั้งพ.ย. 61
นายสามารถ แก้วมีชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2560 การใช้อำนาจตามมาตรา 44 มาแก้ปมปัญหาพ.ร.ป.พรรคการเมือง รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ตลอดจนการเขียนกฎกติกาในกฎหมายลูกที่ยังไม่สร็จและข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์การเมืองในปี 2561 ที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปจะเกิดอุปสรรค จากการเขียนกฎกติกาที่ไม่ถูกต้อง แต่เขียนตามธงที่วางไว้โดยมีอคติ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ส่งผลให้มีปัญหาในทางปฏิบัติ ฉะนั้นปี 2561 จะเป็นปีที่สับสนของการบังคับใช้กฎหมายทำให้การเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยมีอุปสรรคเป็นอย่างมาก ในที่สุดความคาดหมายที่จะเลือกตั้ง ก็อาจจะเป็นไปไม่ได้
“ไม่กล้าฟันธงการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2561 เรายังไม่มีความชัดเจนและเห็นว่ายังมีอะไรที่ผิดปกติอยู่เยอะ โดยเฉพาะกฎกติกา แม้จะมีแล้วธรรมนูญอยู่แต่ยังมีความบกพร่องที่เกิดจากผู้ร่างกฎหมาย กฎหมายฝืนหลักธรรมชาติ ไม่รอบคอบ จนต้องแก้ไข ซึ่งการแก้ไขโดยใช้อำนาจพิเศษ ไม่ผ่านขั้นตอนกระบวนการตามหลักการและขั้นตอนที่จะต้องถามศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนั้นๆ ยิ่งไม่ถูกต้อง” นายสามารถกล่าว
ภท.เชื่อได้กาบัตรใน 18 เดือน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองปี 2561 ว่า ทุกอย่างคงเดินหน้าตามโรดแม็ปของคสช. ส่วนการเลือกตั้งครั้งหน้า มองว่าทุกพรรคทุกคนเท่ากันไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะไม่มีใครเคยห่างจากการบริหารราชการแผ่นดิน 4-5 ปีแบบนี้ ซึ่งอำนาจเส้นสายต่างๆ จางลงหมดแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าผลเลือกตั้งครั้งหน้าจะออกมาอย่างไร ทุกคนต้องยอมรับ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยรอด้วยใจจดจ่อว่าจะเลือกตั้งเมื่อไร ส่วนตัวเชื่อว่าจากปีใหม่อย่างช้าไม่เกิน 18 เดือน การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้น ซึ่งพรรคพร้อมอยู่เสมอ ส่วนรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้น ถ้าเราปฏิบัติตามกฎหมายก็ไม่ต้องกังวล ตนมองทุกอย่างเป็นบวกว่าประเทศกำลังกดรีเซ็ตใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าอย่าง ราบรื่น
เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรกับคสช.ในการบริหารประเทศ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีอะไรฝาก เพราะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ที่มีการปรับครม. ก็ต้องใช้เวลากว่าจะเข้ารูปเข้ารอย ตนไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ขอเอาใจช่วยให้จัดการเลือกได้ในเวลาที่สมควร ขณะที่การบริหารประเทศของคสช.ช่วงที่ผ่านมาถือว่าไม่เลวร้าย หากย้อนไปช่วงก่อนเกิดรัฐประหาร ต้องยอมรับว่าบ้านเมืองมีแต่ความไม่สงบ ทั้งนี้ หลังเลือกตั้งเชื่อว่าประเทศจะไม่กลับไปวุ่นวายอีก เพราะทุกอย่างถูกรีเซ็ตแล้ว
โพลระบุปชช.จี้นายกฯแก้ศก.
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,143 คน ระหว่างวันที่ 25-30 ธ.ค.2560 เรื่อง “ปี 2561 คนไทยอยากได้อะไร?”
ผลสำรวจพบว่า สิ่งที่อยากได้จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อันดับแรก ร้อยละ 55.65 อยากให้พัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี รองลงมา ร้อยละ 25.30 อยากให้บริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า มั่นคง และร้อยละ 23.51 อยากให้ทำตามสัญญา มีการเลือกตั้ง
สิ่งที่อยากได้จากนายธนาคาร อันดับแรก ร้อยละ 68.75 อยากให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝาก ร้อยละ 24.50 อยากให้ปล่อยกู้ง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ให้โอกาสคนจน และร้อยละ 18.75 อยากให้ไม่เอาเปรียบ ยุติธรรม มีจรรยาบรรณ
สิ่งที่อยากได้จากดารา/นักแสดง ร้อยละ 62.50 อยากให้มีผลงานดีๆ ออกมาให้ดู ร้อยละ 33.09 อยากให้เป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยเหลือสังคม และร้อยละ 25.74 อยากให้พัฒนาวงการบันเทิงให้มีคุณภาพ สร้างสรรค์
สิ่งที่อยากได้จากนักกีฬา ได้แก่ การคว้าชัยชนะ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ, การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน มีน้ำใจนักกีฬา และอยากให้ชวนคนไทยออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ ร้อยละ 58.47, 40.58 และ 26.84 ตามลำดับ
ส่วนสิ่งที่อยากได้จากคนไทยด้วยกัน อันดับแรก ร้อยละ 71.40 อยากให้สามัคคี มีน้ำใจ ช่วยเหลือกัน ร้อยละ 35.70 อยากให้ทำความดี ทำเพื่อส่วนรวม เห็นแก่บ้านเมือง และร้อยละ 21.97 อยากให้มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ในฐานะคนไทย สิ่งที่อยากให้กับประเทศในปี 2561 ได้แก่ ร้อยละ 59.09 อยากเป็นคนดี ทำตามรอยพ่อ ร้อยละ 52.06 อยากสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ รักและสามัคคีกัน และร้อยละ 28.68 อยากตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
สนช.ยันกม.ภาษีที่ดินไม่แท้ง
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คนที่ 1 เปิดเผยว่า ตนได้ติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยกมธ.วิสามัญได้ขอขยายเวลาการทำงานเพิ่มเติม เพราะติดขัดเรื่องการศึกษาผลกระทบจากการใช้กฎหมายดังกล่าว อาจต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง เช่น กรณีที่ดินที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ได้ใช้ประโยชน์เองแต่ได้ให้ผู้อื่นเช่า ซึ่งอาจมีผลต่อตัวผู้เช่า คือเจ้าของที่ดินจะผลักภาระภาษีให้กับผู้เช่า เป็นต้น ดังนั้น อาจต้องรับฟังความคิดเห็นให้เกิดความรอบคอบมากขึ้น
เรื่องการขยายเวลาการพิจารณาร่างกฎหมาย ข้อบังคับการประชุมสภา กำหนดให้ขยายได้ไม่เกิน 60 วันแต่หากมีเหตุผลพิเศษและความจำเป็น หากที่ประชุมสนช.เห็นด้วยก็จะมีมติให้ขยายเวลาตามประสงค์ต่อไป ซึ่งเป็นการดำเนินการตามปกติ เชื่อว่ากฎหมายไม่น่าจะตก สภารับมาแล้ว เว้นแต่สภาจะลงมติไม่ให้ผ่านในวาระที่ 3 ตอนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสภาแล้ว ก็ต้องทำให้เสร็จ
ผู้ตรวจฯพอใจผลงาน
พล.อ.วิทวัส รชตนันท์ รักษาการประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า พอใจการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินในรอบปี 2560 และขณะนี้มีรัฐธรรมนูญใหม่ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจฯ ให้ชัดเจนมากขึ้น ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ให้สามารถเอาผิดหน่วยงานของรัฐที่ทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน สอบวินัยและส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ดำเนินการ
“การใช้อำนาจ เราใช้อย่างระมัดระะวัง ไม่ได้ทำตามกระแสการเมือง เรายึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ผมเชื่อว่าเมื่อเราทำงานโดยปราศจากอคติ และองค์กรมีความมั่นคงในการใช้ดุลพินิจ เราจะได้รับความร่วมมือจากประชาชน” พล.อ.วิทวัส กล่าว
7อันดับร้องทุกข์ให้รบ.แก้
เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. นายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถิติข้อมูลของประชาชนที่มาร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ศูนย์บริการประชาชนในรอบ 1 ปี ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-28 ธ.ค.2560 ว่า มีประชาชนมาร้องเรียน 156,424 ครั้ง รวม 90,606 เรื่อง มาจากประชาชนรายย่อย 90,353 ราย และกลุ่มมวลชน 253 กลุ่ม โดยดำเนินการจนได้ข้อยุติแล้ว 80,984 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 89.38 และอยู่ระหว่างดำเนินการ 9,622 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 10.62
แบ่งเป็นประเภทเรื่อง 1.สังคมและสวัสดิการ 51,045 เรื่อง หรือร้อยละ 56.34 2.การเมืองการปกครอง 11,046 เรื่อง หรือร้อยละ 12.19 3.ร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ 9,717 เรื่อง หรือร้อยละ 10.72 4.เศรษฐกิจ 8,232 เรื่อง หรือร้อยละ 9.09 เปอร์เซ็นต์ 5.กฎหมาย 7,333 เรื่อง หรือร้อยละ 8.09 6.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3,111 เรื่อง หรือ ร้อยละ 3.43 และ 7.พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก 122 เรื่อง หรือร้อยละ 0.13
ส่วนเรื่องที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดในปี 2560 พบว่า 3 อันดับแรกคือ เหตุเดือดร้อนรำคาญใจ โดยเฉพาะปัญหาจากเสียงดังรบกวน เปิดเพลงเสียงดังของร้านจำหน่ายอาหาร สุรา และการมั่วสุมแข่งรถจักรยานยนต์ของกลุ่มวัยรุ่น รองลงมา คือผล กระทบจากนโยบายและโครงการของรัฐ โดยเฉพาะการขอให้ขยายเวลาลงทะเบียนร้านค้า รวมถึงขอให้นำค่าใช้จ่ายในบัตรที่ได้รับเปลี่ยนเป็นเงินสด และขอให้มีเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มมากขึ้น และสุดท้าย คือเรื่องไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ประชาชนเข้าร้องเรียนผลกระทบจากนโยบายและโครงการของรัฐถึง 6,489 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 787 เรื่อง และยุติแล้ว 5,702 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 7.16 ขณะที่ปัญหายาเสพติดจำนวน 3,745 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 70 เรื่อง และยุติแล้ว 3,675 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 4.13 และปัญหาบ่อนการพนัน จำนวน 3,361 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 71 เรื่อง และยุติแล้ว 3,290 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 3.71