เศรษฐา พูดคุย ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกฯญี่ปุ่น ขณะร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ โดยก่อนหน้านี้นายกฯ ไทย หารือบริษัท Nidec Corporation ย้ำโอกาสและแนวโน้มตลาดที่สดใส ในการขยายการลงทุนผลิตสินค้าที่ใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูง
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 23 พ.ค.67 ที่โรงแรม The Imperial tokyo ประเทศญี่ปุ่น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ กับผู้เข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 22-24 พ.ค. ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งภายในงานนายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ร่วมงานพร้อมกล่าวสุนทรพจน์ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ที่ห้อง Sky Room ชั้น 24 โรงแรม The Peninsula Tokyo นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พบหารือกับผู้บริหารบริษัท Nidec Corporation โดยบริษัท Nidec Corporation เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนา การผลิต และจำหน่ายอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือน มีความเชี่ยวชาญทางด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นการใช้งานเกี่ยวกับมอเตอร์ ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนามอเตอร์มา 50 ปี และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่มีความแม่นยำขนาดเล็กไปจนถึงผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่พิเศษ มีบริษัทในเครือ 300 แห่ง มีการดำเนินธุรกิจในอาเซียน ทั้งในไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และสิงคโปร์ (ฝ่ายขาย)
ทางบริษัทฯ ได้รายงานการดำเนินกิจการในประเทศไทย ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนานกว่า 35 ปี รวมถึงมีแผนการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดยจะเน้นการลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการใช้งาน AI Technology รวมถึงการเติบโตของเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลสนับสนุนการขยายการลงทุนผลิตสินค้าที่ใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยให้เป็นสินค้า high-tech ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น ขอให้บริษัทพิจารณาขยายการลงทุนชิ้นส่วนสำคัญอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ชิ้นส่วนสำหรับ EV ในไทย ซึ่งแนวโน้มตลาดในประเทศยังคงสดใสและเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่มีการสนับสนุนอย่างตรงจุดและต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสที่ดีในการที่จะเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ในไทย
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีหารือถึงแผนการด้านการพัฒนาบุคลากรของบริษัทฯ โดยบริษัทแจ้งว่าให้ความสำคัญให้การจ้างงานคนไทย หัวหน้าโรงงาน และผู้บริหารที่ทำงานในโรงงานที่เมืองไทยจำนวนมากเป็นคนไทย อีกทั้งบริษัทฯ ยังความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยที่ประสงค์มีความร่วมมือด้านโครงการรับนักศึกษาเข้ามาฝึกงาน (Internship)
ซึ่งบริษัทได้หารือกรณีการรับนักศึกษาฝึกงาน ซึ่งเดิมอนุญาตให้เป็นช่วงเวลา 3 เดือนเท่านั้น จึงหารือนายกรัฐมนตรีถึงความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะสนับสนุนให้มีการปรับกฏเกณฑ์เพื่อขยายกรอบเวลาการฝึกงานออกไปเป็น 9 – 12 เดือน เพื่อให้นักศึกษามีเวลามากพอที่จะเรียนรู้ในเชิงลึก ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเสนอให้บริษัทฯ พิจารณาในเรื่องการรับนักศึกษาฝึกงานบรรจุเข้าสู่การจ้างงานอีกด้วย จะได้เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ ไปในตัว


