ภัณฑิล ล่าชื่อ สส. ยื่นศาลรธน. ถอดถอน ‘พิเชษฐ์’ พ้นรองประธานสภาฯ ปมโยกงบลงพื้นที่ตัวเอง ผิด ม.144 หรือไม่ ย้ำไม่ได้ใช้ช่องจริยธรรม แต่เป็นเรื่องทุจริตโดยตรง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 มิ.ย. 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณียื่นเรื่องถอดถอน นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ออกจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ว่า ในช่วงก่อนการจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568
นายพิเชษฐ์มีความตั้งใจจะนำงบประมาณแผ่นดินไปแจกจ่ายให้กลุ่มเป้าหมายหรือฐานเสียงที่สนับสนุนตัวเอง ในรูปแบบการแจกทุนหรือเงินสนับสนุนโครงการ จึงได้มอบหมายให้ที่ปรึกษายกร่างทั้งหมด 4 โครงการ มูลค่ารวม 443 ล้านบาท
ทำให้ฝ่ายข้าราชการเกิดความหนักใจจึงได้มีการขอความเห็นในสำนักต่างๆ ในสภา นำมาสู่ข้อสรุปว่าไม่สามารถจัดทำโครงการได้ เพราะขัดข้อกฎหมายหลายข้อ นายพิเชษฐ์จึงสั่งการให้คณะทำงานของตัวเองปรับแบบคำของบประมาณใหม่โดยให้เขียนเป็นโครงการสัมมนา 3 โครงการ
ซึ่งมีความแปลกประหลาดหลายอย่าง เช่น จำนวนงานสัมมนาที่โครงการตั้งเป้าไว้สูงจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ รวมตามคำขอต้องจัดงานสัมมนาทั้งหมด 2,294 ครั้งในเวลาหนึ่งปี โดยของบประมาณ 350 ล้านบาท แต่ถูกทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัดงบเหลือ 83 ล้านบาท สร้างความไม่พอใจให้นายพิเชษฐ์ มีการขอกดดันให้แปรงบเพิ่มจนได้งบมา 178 ล้านบาท
“ได้รับการบอกกล่าวจากกรรมาธิการ (กมธ.) งบปี 68 ว่า นายพิเชษฐ์ได้เข้าไปในห้องประชุมคณะกมธ.วิสามัญงบฯ ด้วยตัวเอง ในขณะที่มีการพิจารณางบที่ตัวเองชงขึ้นมา โดยธรรมเนียมปฏิบัติเป็นสิ่งที่ต้องห้าม” นายภัณฑิล กล่าวว่า
นายภัณฑิล กล่าวว่า หลังจากโครงการอนุมัติแล้ว ในพื้นที่จ.เชียงราย มีการจัดทำคำขอที่แสดงความต้องการไปถึงสภา เพื่อให้จัดสัมมนาในพื้นที่จำนวนมาก ทั้งที่ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่เป็นการทั่วไป รวมถึงเอกสารคำขอมีการพิมพ์มาเหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นไว้ให้กรอกวันที่ชื่อที่อยู่ที่ต่างกันเท่านั้น
ยอดการของบทั้งหมดถึงจะมีการตัดในชั้นกมธ.ก็ยังต้องจัดสัมมนามากกว่า 1300 ครั้งต่อปีหรือวันละเกือบ 4งานอยู่ดี ซึ่งเราทราบกันอยู่ว่าไม่สามารถทำได้ จึงสรุปได้ว่าการของบอบรมทั้ง 3 โครงการเป็นการขอตั้งโครงการที่รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถใช้งบตามวัตถุประสงค์ได้ โดยมีความตั้งใจจะโยกงบไปใช้ในโครงการอื่นตั้งแต่แรก
มีหลักฐานสำคัญ คือเอกสารของสำนักรักษาความปลอดภัยที่ระบุว่า นายพิเชษฐ์มีดำริให้มีกองเกียรติยศของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา เพื่อใช้ในงานพิธีต่างๆ เลยจะจัดโครงการฝึกอบรมโดยใช้งบ 3.5 แสนบาท จึงโยกงบจากโครงการอื่นที่อยู่ในดุลยพินิจของตัวเองมาใช้ และยังมีอีกหลายโครงการที่นายพิเชษฐ์กระทำในลักษณะดังกล่าว
นายภัณฑิล กล่าวว่า ในการจัดงบประมาณปี 69 นายพิเชษฐ์ได้มีการของบเพิ่มเป็น 593 ล้านบาท ซึ่งในเนื้อหามีการของบเหมือนเดิม คือ จัดกิจกรรมสัมมนาแต่จำนวนมากขึ้น เป้าหมายในการจัดโครงการมากขึ้น ซึ่งการใช้งบประมาณที่ส่อทุจริตเช่นนี้ เราต้องรีบยับยั้งก่อนที่เกิดความเสียหายมากกว่านี้
ตนจึงต้องการยื่นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าการกระทำของนายพิเชษฐ์ เข้าข่ายการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสองหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม ขณะนี้มีการรวบรวมรายชื่อจากสส. และอยู่ในขั้นตอนการเตรียมเอกสาร โดยคาดว่าจะมีการดำเนินการภายในสัปดาห์หน้า
นายภัณฑิล กล่าวว่า ส่วนที่จะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนนั้น เนื่องจากกังวลว่ากระบวนการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ค่อนข้างใช้เวลา จึงเป็นห่วงว่าทั้งเจ้าหน้าที่สภาเอง และผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายพิเชษฐ์ จะได้รับผลกระทบจากการใช้งบประมาณแบบนี้ จึงต้องรีบจัดการ
เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกันส่วนตัวหรือไม่ นายภัณฑิล กล่าวว่า นายพิเชษฐ์พยายามจะนัดตนไปเดินดูรัฐสภา แต่ยืนยันว่าตนในฐานะสส.ที่ใช้สภาอยู่แล้ว ตนรู้จักทุกซอกทุกมุม เดินเองโดยที่ไม่ต้องขอนายพิเชษฐ์ และนายพิเชษฐ์ไม่จำเป็นจะต้องมาเป็นไกด์
ภายหลังที่ตนอภิปรายในสภา นายพิเชษฐ์ได้เดินมาหาตนที่ห้องอาหาร ซึ่งโชคดีว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายคนอยู่ตรงนั้น ทำให้ไม่สามารถคุยอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ ส่วนความพยายามติดต่อหลังไมค์อื่นๆ นั้น ตนคงต้องพูดตรงๆ ว่า ในเมื่อทางพรรคประชาชนจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เราจะไปคุยอะไรกัน คงไม่เหมาะ ถ้าจะติดต่อหลังไมค์
นายภัณฑิล กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของจริยธรรม แต่เป็นเรื่องการทุจริต ซึ่งตนก็อยากทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร เพราะเรื่องสามัญสำนึก ประชาชนได้ตัดสินแล้วว่าการใช้งบประมาณแบบนี้ไม่ตอบโจทย์ประชาชน เป็นเรื่องการทุจริต เอางบลงพื้นที่ตัวเอง ทั้งที่ฝ่ายนิติบัญญัติเรามีหน้าที่ในการออกกติกา ตรวจสอบงบประมาณ ถ้าเราชงเอง ตบเองก็ไม่ได้
นี่ไม่ใช่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแต่เป็นการเอาเงินเข้าตัวเอง ต้องการมีงบกลางของตัวเองเอาไว้ใช้ การให้สัมภาษณ์ของนายพิเชษฐ์ที่ระบุถึงเรื่องศักดิ์ศรี หรือเปรียบเทียบกับส่วนอื่นว่าสภาได้แค่ 8,000 ล้านบาท ก็อยู่ที่หลักการว่าเงินที่ได้มานั้นก็เป็นเงินภาษีของประชาชน จะนำไปใช้แบบนี้ไม่ได้
เมื่อถามว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องจริยธรรมในส่วนของสภาด้วยหรือไม่ นายภัณฑิล กล่าวว่า เป็นคนละหัวข้อ ตนขอยังไม่ขยายความต่อตรงนี้ เพราะเป็นเรื่องการตีความ ซึ่งถูกใช้กันมาหลายครั้งในทางการเมือง นี่เป็นเรื่องทุจริตตรงๆ อยู่แล้ว