แพทย์ไขข้อสงสัย ถ้าผู้ชายช่วยตัวเองบ่อย จะทำให้เจ้าโลก “เล็กลง” จริงมั้ย? ชี้ 4 พฤติกรรมนี้อันตรายกว่าหลายเท่า หลายคนทำบ่อย

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ผู้ชายจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า การช่วยตัวเองหรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง อาจทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง หรือทำให้อวัยวะเพศ “สึกหรอ” และมีขนาดเล็กลง

แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทางเพศและเพิ่มความเสี่ยงให้อวัยวะเพศเสื่อมสภาพ มากกว่าการช่วยตัวเองเสียอีก

ไขความจริง “ช่วยตัวเอง” ไม่ได้ทำให้อวัยวะเพศหดเล็กลง

ตามหลักกายวิภาค อวัยวะเพศชายประกอบด้วยเนื้อเยื่อโพรงองคชาต ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำที่เต็มไปด้วยหลอดเลือด โดย นพ. Hsu Lan-fang จากไต้หวัน ระบุว่า เนื้อเยื่อเหล่านี้ไม่ใช่วัสดุแข็งที่สามารถ “สึกกร่อน” ได้จากการใช้งาน

กรณีที่ผู้ชายบางคนรู้สึกว่าอวัยวะเพศสั้นลงหลังมีเพศสัมพันธ์หรือช่วยตัวเองบ่อยครั้ง แท้จริงแล้วมักเกิดจากภาวะการแข็งตัวลดลงชั่วคราว เนื่องจากร่างกายอ่อนล้าหรือใช้งานมากเกินไป ทำให้เลือดไหลเข้าสู่โพรงองคชาตได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ขนาดขณะแข็งตัวลดลง แต่เป็นเพียงภาวะชั่วคราว ไม่ใช่การหดเล็กถาวรของเนื้อเยื่อ

ในทางกลับกัน หากไม่มีการกระตุ้นทางเพศหรือไม่มีเพศสัมพันธ์และการช่วยตัวเองเป็นเวลานานเกิน 6 เดือน อาจทำให้กล้ามเนื้อเรียบในโพรงองคชาตเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดและหดตัวได้ ดังนั้น การมีกิจกรรมทางเพศอย่างเหมาะสมจึงถือเป็นการช่วยคงความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว

ด้าน นพ. Han Liwei หัวหน้าแผนกระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกลางจิ่นโจว มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาวะอวัยวะเพศ “หดเล็กลง” จริง ๆ มักเกิดจากการที่เนื้อเยื่อขาดเลือดเรื้อรัง เกิดพังผืด หรือได้รับความเสียหายทางโครงสร้าง ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม มากกว่าความถี่ในการช่วยตัวเอง

แพทย์เตือน 4 พฤติกรรม ทำร้ายสุขภาพทางเพศมากกว่าการช่วยตัวเอง

1. สูบบุหรี่เป็นเวลานาน

แพทย์ระบุว่า บุหรี่ถือเป็นศัตรูตัวสำคัญของสุขภาพทางเพศชาย เนื่องจากนิโคตินและสารพิษในควันบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดหดตัว โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงโพรงองคชาต

เมื่อเลือดไหลเวียนลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื้อเยื่อแข็งตัวจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ จนค่อย ๆ สูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดพังผืด ส่งผลให้การแข็งตัวไม่เต็มประสิทธิภาพ จนรู้สึกว่าอวัยวะเพศมีขนาดเล็กลง และอาจฟื้นกลับสู่สภาพเดิมได้ยาก

2. นั่งนาน ขาดการเคลื่อนไหว

พฤติกรรมของคนยุคใหม่ โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานวันละ 8-10 ชั่วโมง ถูกมองว่าเป็น “ภัยเงียบ” ต่อสุขภาพทางเพศ เนื่องจากการนั่งนานทำให้เกิดแรงกดบริเวณอุ้งเชิงกราน ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดบริเวณดังกล่าวทำงานได้ไม่ดี

นอกจากนี้ การไม่ออกกำลังกายยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้มีบทบาทสำคัญต่อมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ และการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หากระดับฮอร์โมนต่ำลง อาจทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง รวมถึงขนาดของอวัยวะเพศเปลี่ยนแปลงได้ในบางกรณี

3. นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ

การนอนหลับไม่เพียงช่วยฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชาย โดยเฉพาะในช่วงหลับลึก

หากนอนดึกหรือนอนน้อยเป็นประจำ จะรบกวนกระบวนการสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง ส่งผลให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศทำงานได้ไม่เต็มที่ และเสี่ยงเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในระยะยาว

แพทย์เตือนว่า หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง ผู้ชายอาจรู้สึกว่าอวัยวะเพศไม่แข็งตัวได้ดีเหมือนเดิม ทั้งด้านขนาดและความแข็งแรง

4. ความเครียดและแรงกดดันสะสม

ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งส่งผลยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และทำให้หลอดเลือดหดตัว

นพ. Han Liwei อธิบายว่า เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด ระบบประสาทจะจัดสรรเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจและปอดก่อน ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศลดลง ทำให้การแข็งตัวลดประสิทธิภาพ

ภาวะดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อความต้องการทางเพศ แต่ยังทำให้หลอดเลือดในโพรงองคชาตไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเรื้อรัง และทำให้ผู้ชายรู้สึกว่าอวัยวะเพศมีขนาดเล็กลงอย่างชัดเจน

แพทย์แนะ ปรับพฤติกรรมสำคัญกว่ากังวลเรื่องความถี่

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การดูแลสุขภาพทางเพศและคงประสิทธิภาพของอวัยวะเพศ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์หรือการช่วยตัวเองมากนัก แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม ทั้งการเลิกสูบบุหรี่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียด

ทั้งนี้ หากพบว่าอวัยวะเพศมีขนาดลดลงอย่างชัดเจน แม้ขณะแข็งตัว หรือมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บ โค้งงอผิดรูป หรือแข็งตัวได้ไม่เต็มที่เป็นเวลานาน ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อประเมินสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ที่มา SOHA

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน