อุทาหรณ์ หญิงชาวอังกฤษวัย 29 ปี มีอาการคันหู คิดว่าแค่ติดเชื้อ สุดท้ายป่วยเป็นโรค “ใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก” (Ramsay Hunt Syndrome)

หญิงชาวอังกฤษวัย 29 ปี เปิดเผยประสบการณ์สุดช็อก หลังเริ่มจากอาการคันในหูเพียงเล็กน้อย ก่อนอาการลุกลามจนใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค “ใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก” (Ramsay Hunt Syndrome) ซึ่งอาจใช้เวลาฟื้นตัวนานถึงหนึ่งปี หรือบางรายอาจไม่หายเป็นปกติเลย

เพจ เวสตัน (Paige Weston) คุณแม่ลูกสองจากเมืองลิเวอร์พูล เล่าว่า เธอสังเกตเห็นก้อนเล็ก ๆ บริเวณหูตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน แต่ในตอนแรกไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก จนไม่กี่วันต่อมา หูของเธอเริ่มคัน บวม และปวดอย่างหนัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ดีขึ้น ในตอนแรกแพทย์วินิจฉัยว่าเธอติดเชื้อในหู และสั่งยาปฏิชีวนะให้ แต่หลังรับประทานยา อาการกลับยิ่งแย่ลง พร้อมมีอาการปวดศีรษะรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน

เธอกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง โดยมีการเก็บตัวอย่างตรวจและเปลี่ยนยา แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ต่อมาไม่นาน เธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้า ก่อนอาการจะลุกลามอย่างรวดเร็ว เพจถูกส่งตัวไปห้องฉุกเฉิน และตอนนั้นเองที่แพทย์บอกว่า มันไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรีย แต่เป็นงูสวัดในหู และอัมพาตบนใบหน้าก็เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อนี้

ในเวลาต่อมา เธอได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางว่าเป็นโรค “ใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก” (Ramsay Hunt Syndrome) ระดับ 3 ซึ่งเกิดจากไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) ตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสและงูสวัด โดยไวรัสสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายปี ก่อนกลับมากระตุ้นอาการอีกครั้ง โรคดังกล่าวสามารถโจมตีเส้นประสาทบนใบหน้า ทำให้เกิดอัมพาต ผื่นรอบหู อาการปวดรุนแรง รวมถึงสูญเสียการได้ยินในบางราย

แพทย์ระบุว่า การรักษาในระยะแรก โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีอาการ มีความสำคัญอย่างมากต่อโอกาสฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม เพจได้รับยาต้านไวรัสและสเตียรอยด์หลังเริ่มมีอาการไปเกือบสามสัปดาห์แล้ว เธอยอมรับว่า ช่วงได้รับการวินิจฉัยนั้นเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับใบหน้า

“ฉันสูญเสียความมั่นใจมาก เวลายิ้มหรือหัวเราะ ฉันมักเอามือปิดปาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม และไม่อยากให้คนอื่นสังเกตเห็นใบหน้าของฉัน”

แม้อาการงูสวัดจะเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่เธอยังต้องเผชิญกับอาการปวดแปลบ อาการคัน และความรู้สึกแสบร้อนในหูอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงยังคงเป็นความท้าทายสำคัญในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เธอเผยว่าขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวเล็กน้อย ซึ่งช่วยสร้างความหวังให้กับเธอ

“ฉันเริ่มเห็นพัฒนาการทีละนิด และนั่นทำให้ฉันมีความหวังว่าตัวเองจะหายดี แม้การฟื้นตัวจะต้องใช้เวลา แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้โรคนี้มาหยุดการใช้ชีวิตของฉัน”

นอกจากนี้ เธอยังฝากเตือนผู้คนไม่ให้ละเลยอาการผิดปกติในระยะแรก โดยเฉพาะอาการเกี่ยวกับหูและใบหน้า “การได้รับการรักษาเร็ว โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงแรก สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากต่อการฟื้นตัว และหากโรคส่งผลต่อใบหน้า อยากให้รู้ว่าคุณไม่ได้เผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง เพราะมันกระทบจิตใจอย่างมาก”

เธอยังเผยว่า การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยทางออนไลน์ และการได้รับฟังเรื่องราวการฟื้นตัวของผู้ป่วยคนอื่น ๆ ช่วยให้เธอมีกำลังใจมากขึ้นในการต่อสู้กับโรคนี้

ที่มา: mirror

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน