เจ้าของร้านทำเล็บเปิดใจ! หลังมี ดราม่า “อินฟลูฯเลิกต่อเล็บ” ชี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล แนะวงการช่างทำเล็บควรปรับตัว

จากกรณีโลกออนไลน์เกิดดราม่า หลัง “นัท นิสามณี” หรือ “นัท สะบัดแปรง” ออกมาเผยว่าตัดสินใจ “เลิกต่อเล็บ” เพราะอยากลดการรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย และรู้สึกว่าสุขภาพเล็บดีขึ้น พร้อมย้ำว่าเป็นการตัดสินใจส่วนตัว ไม่ได้ชักชวนให้ใครทำตาม แต่หลังคลิปถูกแชร์ออกไป กลับมีช่างทำเล็บบางส่วนออกมาแสดงความไม่พอใจ

มองว่าในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก อาจส่งผลต่อมุมมองของผู้บริโภคและกระทบต่ออาชีพช่างทำเล็บ จนเกิดกระแสถกเถียงในโลกออนไลน์ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า การจะทำหรือเลิกทำเล็บเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ควรถูกนำมาดราม่าเกินความจำเป็น

ล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ร้าน Originail studio นางสาวกมลวรรณ หรือ “กุ๊กกิ๊ก” เจ้าของร้านทำเล็บและตัวแทนช่างทำเล็บ เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ ว่า ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อวงการรุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล เพราะถือเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ที่สามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเลือกทำหรือไม่ทำเล็บ การที่ใครคนหนึ่งออกมาแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้บริโภคทั่วไป ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ตามปกติ

พร้อมมองว่า โอกาสที่คนจะเลิกทำเล็บตามอินฟลูเอนเซอร์เพียงคนเดียว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากการทำเล็บเป็นเรื่องของความชอบและรสนิยมส่วนบุคคล ไม่มีใครสามารถมีอิทธิพลต่อความคิดของคนทั้งสังคมได้ทั้งหมด เปรียบเหมือนวันนี้เราอาจชอบกินกะเพรา

แต่วันพรุ่งนี้อาจไม่อยากกินแล้ว ก็เป็นเรื่องของความรู้สึกและสิทธิส่วนตัว ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าวันนี้อยากทำหรือวันพรุ่งนี้จะไม่อยากทำ เพราะสุดท้ายเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของแต่ละคน และในอนาคตคนที่ประกาศเลิกทำเล็บวันนี้ ก็อาจกลับมาทำอีกครั้งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน

นางสาวกมลวรรณ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีช่างทำเล็บบางส่วนออกมาโพสต์แขวนหรือพาดพิงอินฟลูเอนเซอร์ เพราะกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ ว่า ส่วนตัวมองว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะสุดท้ายแล้วลูกค้าจะเลือกทำหรือไม่ทำเล็บ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของลูกค้าเอง

แต่หากช่างทำเล็บไม่เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น อาจส่งผลให้ภาพรวมของวงการดูไม่ดี และทำให้คนมองว่าช่างทำเล็บบางส่วนมีทัศนคติที่ไม่เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง หรืออาจมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของคนอื่นหรือไม่

พร้อมมองว่า วงการทำเล็บถือเป็นวงการที่ค่อนข้างเซนซิทีฟ เมื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะที่ผ่านมาแม้แต่ช่างด้วยกันเอง หรือเจ้าของร้านเอง ก็มักมีดราม่า แขวะกัน หรือโต้เถียงกันอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สังคมวงกว้างเหมือนครั้งนี้ จึงทำให้คนภายนอกเริ่มเห็นภาพของปัญหาภายในวงการมากขึ้น

นอกจากนี้ การเคารพความคิดเห็นของกันและกัน จะช่วยพัฒนาสังคมช่างทำเล็บไทยให้น่าอยู่มากขึ้น หากทั้งช่างทำเล็บและลูกค้าสามารถเคารพซึ่งกันและกัน ก็จะช่วยยกระดับวงการให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้มากขึ้น เหมือนในหลายประเทศที่สามารถพัฒนาวงการความงามไปได้ไกล เพราะทุกฝ่ายเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

ส่วนประเด็นเรื่องสารเคมีจากการทำเล็บที่อินฟลูเอนเซอร์พูดถึงนั้น นางสาวกมลวรรณ มองว่า ในชีวิตประจำวันมนุษย์ล้วนต้องได้รับสารเคมีจากหลายทางอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือสิ่งแวดล้อม ขึ้นอยู่กับว่ารับในปริมาณมากน้อยแค่ไหน และมีการป้องกันตัวเองอย่างไร เพราะจะบอกว่าเราไม่ได้รับสารเคมีเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถไปห้ามใครได้ หากอีกฝ่ายต้องการดูแลสุขภาพและเลือกเลิกทำเล็บ

อย่างไรก็ตาม มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การปรับตัว” ของร้านทำเล็บให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เปรียบเทียบเหมือนธุรกิจเสื้อผ้าในอดีตที่เคยเน้นขายหน้าร้าน แต่ปัจจุบันคนหันไปซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น ร้านค้าหลายแห่งยังสามารถปรับตัวอยู่ได้ วงการทำเล็บเองก็ควรพัฒนาคุณภาพงานและบริการ มากกว่าการแสดงทัศนคติเชิงลบต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ย้ำว่า ทางร้านของตนไม่มีนโยบายลดราคาแข่ง หรือจัดโปรโมชั่นหนัก ๆ แต่จะเน้นพัฒนาฝีมือและคุณภาพบริการ เพื่อให้ลูกค้า “ยอมจ่าย” ด้วยความเต็มใจ เพราะเชื่อว่าหากวันหนึ่งไม่มีลูกค้า สิ่งแรกที่ควรมองอาจไม่ใช่การโทษคนอื่น แต่ควรย้อนกลับมาพัฒนาตัวเอง พัฒนาทีมงาน และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ามากกว่า เพราะสุดท้ายแล้ว หากลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพงาน เขาก็พร้อมกลับมาใช้บริการเอง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน