โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงสุดขั้ว! หลายชาติเตรียมตัวรับมือ เปิดวิธีรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่อาจเกิดขึ้นได้ ไทยไม่ควรมองข้าม!
โลกของเราในตอนนี้เรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งการพัฒนาในหลายด้านก็ต้องแลกกับธรรมชาติ ปีนี้ถือเป็นปีที่โลกสื่อสารอย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะหากสังเกตเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี เราจะเห็นได้ชัดถึงความรุนแรง ความโหดร้าย และไม่ปรานีอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าที่ลุกลามพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ น้ำท่วมที่ทำให้ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน พายุรุนแรงที่สร้างความเสียหายให้กับชุมชน ไปจนถึงดินถล่มที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันจนหลายคนตั้งตัวไม่ทัน
ขณะเดียวกัน การได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือเอกชน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก ดังนั้นการเตรียมตัวรับมือด้วยตัวเอง อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้
วิธีการรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติ
อัคคีภัย หรือ ไฟไหม้
อันตรายจากไฟคือการบาดเจ็บภายนอก แต่ควันและก๊าซพิษคือการสร้างความบาดเจ็บภายใน ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ด้วย ดังนั้นก่อนจะเกิดเหตุควร ติดตั้งเครื่องตรวจจับควัน และเตรียมถังดับเพลิงไว้ จำทางหนีไฟให้ดีว่าอยู่ตรงไหน คอยตรวจสอบสายไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่สม่ำเสมอ
แต่หากตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะต้องมีสติ และประเมินสถานการณ์แล้วโทรแจ้งดับเพลิง199 ทันที หมอบคลานต่ำ เพราะควันมักจะลอยขึ้นที่สูง ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปากไว้หากทำได้ จะช่วยกรองควัน เขม่า และฝุ่นได้ เช็กลูกบิดประตูก่อนว่ามีความร้อนไหมถ้าร้อนก็เป็นไปได้ว่าอาจเกิดไฟไหม้อยู่หลังประตู และ ถ้าไปไหนไม่ได้จริงๆ ให้ปิดประตูเพื่อกั้นควัน และส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากหน้าต่างหรือระเบียงในจุดที่ปลอดภัย

อุทกภัย หรือ น้ำท่วม
น้ำท่วมถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นในทุกๆปี ไม่ว่าจะมาจาก ฝนตกหนัก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องและควรมีการเตรียมตัวเพื่อรับมืออยู่เสมอ เช่น ตรวจสอบว่าพื้นที่บ้านเป็นพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ เตรียมเอกสารสำคัญ ใส่ถุงกันน้ำไว้ กักตุนอาหารไว้ให้พออย่างน้อย 7 วัน หากเป็นไปได้ จัดเตรียมพื้นที่ในการยกของขึ้นที่สูง
แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว ในกรณีที่ต้องการอพยพควรวางแผนเพื่อกำหนดจุดนัดพบกับครอบครัว ระวังเรื่องจุดที่มีอยู่ของกระแสไฟฟ้าหากเป็นไปได้ ควรตัดก่อนที่น้ำจะขึ้นสูง คอยตามข่าวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะพายุ หรือเหตุที่อาจเกิดตามฤดูกาลก็ตาม หากมีประกาศให้อพยพ ควรปฏิบัติตามทันที

พายุและลมกระโชกแรง
เนื่องจากประเทศไทยเป็นพื้นที่เขตร้อน มีอากาศที่ร้อน อบอ้าว ซึ่งเอื้อต่อการก่อตัวของพายุฝนฟ้าคะนองได้ตลอดปีมีความรุนแรงกว่าปกติ จนเกิดเป็นลักษณะที่เรียกว่า “พายุฤดูร้อน” มีภาวะลมกระโชก ฟ้าแลบ และฟ้าผ่า ฝนตกหนัก อากาศปั่นป่วนรุนแรง ทำให้มีลูกเห็บตก ดังนั้นจึงควรติดตามข่าวสารอยู่ตลอด ตรวจสอบหลังคาบ้าน ประตูบ้าน และหน้าต่างให้คงอยู่ในสภาพที่แข็งแรงทนทานได้ จัดการสิ่งของที่อาจจะปลิวไปตามลมได้ด้วย เพื่อลดความเสียหายและความปลอดภัยต่อผู้อื่นด้วย
แต่หากตกอยู่ในสถานการณ์แล้ว ควรอยู่ในอาคารหรือบ้านที่แข็งแรง ปิดประตูหน้าต่างให้หนาแน่น อยู่ห่างจากกระจกและหน้าต่าง เลี่ยงการอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ เสาไฟฟ้า หรือป้ายโฆษณา และหากเกิดฟ้าผ่าก็ไม่ควรอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง และแหล่งน้ำ

ดินถล่ม หรือน้ำป่าไหลหลาก
มวลดินและหินเคลื่อนตัวด้วยกันเสมอ ดินถล่มมักเกิดตามมาหลังจากน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากเกิดพายุฝนตกหนักรุนแรงต่อเนื่อง หรือหลังการเกิดแผ่นดินไหว และยังเป็นหนึ่งในความอันตรายที่สามารถควบคุมได้ยาก ดังนั้นควรตรวจสอบที่อยู่ว่าใกล้พื้นที่เสี่ยงหรือไม่ เช่น ภูเขา ทางลาดชัน หรือลำห้วย คอยติดตามข่าวสารปริมาณฝนและการประกาศเตือนภัย วางแผนเตรียมอพยพเสมอ แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม
แต่หากกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่น ฝนตกเป็นเวลานาน ระดับน้ำสูงขึ้น น้ำในลำห้วยเปลี่ยนเป็นสีขุ่น ได้ยินเสียงต้นไม้หัก หรือเสียงผิดปกติที่อาจเกิดจากการเคลื่อนตัวของหินแล้ว ต้องรีบออกจากพื้นที่ทันที เลี่ยงเส้นทางเชิงเขา ลำห้วย หรือทางน้ำไหลผ่าน และไม่กลับเข้าพื้นที่เสี่ยงจนกว่าเจ้าหน้าที่จะยืนยันความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม การติดตามข่าวสารเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เพราะถ้าเราใช้ชีวิตโดยไม่รู้ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นก็อาจกลายเป็นเรื่องยากที่จะรับมือ ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหาย หรือที่แย่ที่สุดคือนำไปสู่ความสูญเสีย
ทั้งนี้ การเตรียมพร้อมเสมอถือเป็นวิธีที่ง่ายสามารถทำได้ไม่ยาก หากเราฝึกเป็นประจำก็จะลดความยากลำบากทั้งกับตัวเรา และครอบครัวได้ด้วยเช่นกัน
ที่มาข้อมูล : tmd.go.th
อ่านข่าวเพิ่มเติม : เกิดอะไรขึ้น!? หลายประเทศ เตือนประชาชนเตรียมเสบียงรับมือ ไทยต้องกังวลไหม?
เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสด