วันนี้วันสุดท้าย วัดราชบพิธฯไม่ขยายเวลาเปิดให้สักการะสมเด็จพระสังฆราช พระพรหมมุนีซึ่งเป็นเลขานุการเผยประมุขสงฆ์พระองค์ใหม่ทรงมีศาสนกิจต้องทำอีกมาก ทั้งเสด็จไปสักการะพระอัฐิอดีตสกลมหาสังฆปริณายกทั้ง 19 พระองค์ และเข้าถวายสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่วัดปากน้ำ ส่วนเหรียญที่ระลึกตราสัญลักษณ์ “ออป”ก็หมดลงแล้ว เตรียมแจกของที่ระลึกอย่างอื่นแทน ด้าน”ประยุทธ์”นำครม.-คสช.เข้าเฝ้าสักการะถวายพระพรสมเด็จพระสังฆราช เผยทรงอวยพรให้มีสติสัมปชัญญะ รู้คิด รู้ปฏิบัติ และไม่ประมาทในการปฏิบัติหน้าที่ นายกฯ รับใส่เกล้าพร้อมให้ข้าราชการ ประชาชนดำเนินตามพระโอวาท เปิดสักการะวันที่สอง พุทธศาสนิกชนยังคงหลั่งไหลถวายมุทิตาไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน ทรงขอบใจที่เดินทางมาแสดงความยินดี
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วันที่สองที่เปิดให้พุทธศาสนิกชนถวายสักการะแสดงมุทิตาจิต สักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในพระอุโบสถ โดยประชาชนพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำและสีขาว ส่วนใหญ่เตรียมพานพุ่มดอกไม้และพวงมาลัยมารอถวายด้วย ซึ่งวันเดียวกันนี้มีพระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากมายืนเข้าแถวรอเข้ากราบสักการะด้านนอกวัดแถวยาวจากถนนอัษฎางค์ (เลียบคลองหลอด) ผ่านหน้าวัดราชบพิธฯ ตัดถนนเจริญกรุง บริเวณแยกสะพานมอญ แล้วตัดแยกสี่กั๊กพระยาศรี ไปถึงถนนเฟื่องนคร ขณะที่ด้านนอกวัดบริเวณถนนระหว่างกระทรวงมหาดไทย และวัดราชบพิธ มีเต็นท์และเก้าอี้มาตั้งให้พุทธศาสนิกชนที่เข้าแถวรอได้นั่งพักก่อนเข้ามาด้านในวัด โดยหน่วยงานเอกชน และศิษยานุศิษย์ มาตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหาร และน้ำดื่มให้ผู้มาร่วมงานด้วย
เวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ได้นำคสช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราช โดยนายกฯ กล่าวคำถวายเครื่องสักการะ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ พานธูปเทียนแพ ถวายพานดอกบัว ผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม โดย สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสกับนายกฯ และนายกฯ น้อมรับพระดำรัสว่าจะมีสติในการทำงานไม่ประมาท และจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข และถวายพระพรให้สมเด็จพระสังฆราช มีพระพลานามัยแข็งแรง
ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานเหรียญตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ พร้อมด้วยหนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชเจ้าและสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ และหนังสือทิศ 6 และสังคหวัตถุ 4 และเมื่อได้เวลาอันสมควรนายกรัฐมนตรีและภริยาได้กราบทูลลาสมเด็จพระสังฆราช
เมื่อเวลา 09.00 น. ทางวัดเปิดให้พุทธศาสนิกชนถวายสักการะแสดงมุทิตาจิตจนถึงเวลา 10.15 น. สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จออกทางประตูด้านหน้าพระอุโบสถ วนซ้าย ฝั่งกระทรวงมหาดไทย และเสด็จกลับเข้ามาอีกครั้ง ก่อนเสด็จกลับพระตำหนักอรุณ โดยมีพุทธศาสนิกชนเฝ้าส่งเสด็จ พร้อมเปล่งคำว่า สาธุ ตลอดเส้นทาง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือพุทธศาสนิกชนที่เข้าถวายสักการะให้อยู่ในความสำรวม งดถ่ายรูปภายในพระอุโบสถ และงดถวายปัจจัย และเนื่องจากมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้ากราบถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราชจำนวนมาก ทำให้หนังสือและเหรียญที่ระลึกหมดลง โดยทางวัดได้ประกาศให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบ และจะนำมาแจกอีกครั้งในโอกาสต่อไป
เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพุทธศาสนิกชนพากันเข้าถวายสักการะแสดงมุทิตาจิต สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในพระอุโบสถ โดยยังมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก มายืนรอต่อแถวเป็นจำนวนมาก จนแถวยาววนวัดบริเวณถนนอัษฎางค์ (เลียบคลองหลอด) ผ่านหน้าวัดราชบพิธ ตัดถนนเจริญกรุง บริเวณแยกสะพานมอญ แล้วตัดแยกสี่กั๊กพระยาศรีไปถึงถนนเฟื่องนคร ยาวจนถึงกระทรวงมหาดไทย แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว และเริ่มมีผู้สูงอายุที่ยืนเข้าแถวเป็นเวลานาน เป็นลม แต่พุทธศาสนิกชนจำนวนมากยังไม่ย่อท้อ ยืนกางร่มเพื่อรอเข้าสักการะสมเด็จพระสังฆราช จำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กู้ภัย และพยาบาลคอยอำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัย
เวลา 14.00 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงมาที่พระอุโบสถ เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนเข้าเฝ้าถวายสักการะ โดยให้พุทธศาสนิกชนพนมมือไหว้น้อมตัว โดยไม่ต้องกราบ แล้วเดินออกจากพระอุโบสถเพื่อความรวดเร็ว โดยมีนักเรียนโรงเรียนวัดราชบพิธคอยอำนวยความสะดวก
ทั้งนี้ พุทธศาสนิกชนจะได้รับแจกพระรูปสมเด็จพระสังฆราช ที่ประทับนั่งหน้าพระแท่นหน้าพระเศวตฉัตร ด้านบนซ้ายพระรูปเป็นตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์”ออป”
ขณะเดียวกัน มีผู้แทนพระองค์พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เชิญแจกันดอกบัว พร้อมผ้าไตร มาถวายสักการะด้วย นอกจากนี้ยังมีพระคาร์ดินัล ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมัน คาทอลิกแห่งประเทศไทย พร้อมคณะเฝ้าถวายสักการะ และพระสงฆ์จากหลายวัดเดินทางเข้าถวายสักการะอย่างต่อเนื่อง
ด้านพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ในฐานะเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า ทางวัดจะไม่ขยายวันเข้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) เนื่องจากพระองค์ท่านมีพระศาสนกิจจะต้องปฏิบัติหลังจากนี้อีกมาก ในสัปดาห์หน้าพระองค์จะเริ่มเสด็จไปสักการะพระอัฐิอดีตสมเด็จพระสังฆราชทั้ง 19 พระองค์ในวัดต่างๆ ทั้งจะเดินทางไปถวายสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ด้วย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์ที่ปฏิบัติสืบกันมา ในส่วนของหนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราช และเหรียญตราสัญลักษณ์ ออป นั้นหมดแล้ว จึงต้องปรับเปลี่ยนสิ่งของที่จะแจกให้กับพุทธศาสนิกชนที่มาถวายสักการะในวันต่อไป
ทั้งนี้ วัดราชบพิธ กำหนดเปิดให้พุทธศาสนิกชนเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระ อริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระอุโบสถ อีก 1 วัน คือ วันที่ 15 ก.พ. 2 รอบ ในรอบเช้า เวลา 09.00-10.00 น. และรอบบ่าย เวลา 14.00-16.00 น.
เมื่อเวลา 16.00 น. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เข้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราช จากนั้น ทางวัดประกาศเครื่องกระจายเสียง ขอให้ประชาชนที่อยู่ภายในวัดเงียบสงบและนั่งให้เรียบร้อย เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราช จะเสด็จออกประทับด้านหน้าพระอุโบสถ เพื่อประทานพระโอวาทแก่พุทธศาสนิกชนที่มารอเฝ้าสักการะ
จากนั้นเวลา 16.14 น. สมเด็จพระสังฆราช เสด็จออกด้านหน้าพระอุโบสถประทับพระอาสน์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชื่นชมพระบารมี และประทานพระโอวาท ความว่า ขออำนวยพรแด่อุบาสกอุบาสิกา ทุกท่าน ที่ได้มาร่วมประชุมกัน ณ วัดราชบพิธ ในขณะนี้ และขออนุโมทนาสาธุการแด่ทุกท่าน ที่ได้มีจิตมุทิตา ได้มาแสดงปีติยินดีในวาระที่ได้สถาปนา อาตมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านทั้งหลายได้มาตากแดด ตากลม รู้สึกว่ามีขันติ ความอดทนอย่างมาก ทั้งนี้เพราะศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส ที่นำคำสอนของพระพุทธองค์มาทดสอบปฏิบัติแก่จิตใจของตัว ของตน เป็นที่น่าอนุโมทนาสาธุยิ่งนัก
การที่ท่านทั้งหลายมีความสมานฉันท์มาร่วมกันบำเพ็ญกุศล และมุทิตาแก่อาตมา เป็นที่น่ายินดีแก่อาตมายิ่งนัก และในฐานะที่ท่านทั้งหลายได้มาที่วัดราชบพิธเป็นประจำ ก็ขอให้นำภาษิตที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงสร้างวัดราชบพิธ ได้อาราธนาท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชอุปเทวสา จากวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ที่ได้คิดเป็นคำสุภาษิตภาษาบาลีว่า “สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิ สาธิกา” แปลเป็นไทยว่า ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ” ซึ่งมีคำนี้เขียนไว้ที่พระอุโบสถ ขอให้ท่านทั้งหลายจำคำนี้ไว้ และพร้อมใจกันนำไปปฏิบัติ ถ้าอยู่ 2 คน 3 คน 4 คน 5 คน ถ้าเราไม่พร้อมเพรียงกันอะไรจะเกิดขึ้น เหมือนพายเรือ 4 คน ชักกราบละ 2 คน ถ้าต่างคนต่างพายเรือจะหมุนไปทางไหนก็ไม่รู้ เราทั้งหลายรู้ แต่จะทำหรือไม่ เลยให้ข้อคิดไว้ อยากกินขนม อยากได้เงิน แล้วไม่ทำงานแล้วจะได้ไหม เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องบรรยายมาก อาตมาขอให้ข้อคิด แต่ให้ไปคิดดูก่อนอย่าพึ่งเชื่อว่าจริงไม่จริง
จากนั้น สมเด็จพระสังฆราช เสด็จออกทางประตูด้านหน้าพระอุโบสถ วนซ้าย ฝั่งกระทรวงมหาดไทย และเสด็จกลับเข้ามาเพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่เฝ้ารอเนืองแน่นตลอดเส้นทางได้กราบไหว้ ถวายสักการะ ก่อนเสด็จกลับพระตำหนักอรุณ แต่ยังมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากที่มาเข้าแถว แต่ไม่ได้เข้าถวาย สักการะสมเด็จพระสังฆราช
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ นำ คสช.และครม. เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราชว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระดำรัสให้มีสติปัญญาและความไม่ประมาท ทั้งนี้สมเด็จพระสังฆราช ไม่ได้ฝากงานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้รัฐบาลแต่อย่างใด
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมครม.ว่าตนนำครม. และคสช. เข้ากราบสักการะสมเด็จพระสังฆราช เพื่อถวายพระพร ซึ่งทรงให้กำลังใจรัฐบาล และคสช. ในการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไปด้วยความระมัดระวัง ไม่ตกอยู่ในความประมาท พร้อมมีพระดำรัสในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องศาสนา ซึ่งทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องการมีสติสัมปชัญญะ รู้คิด รู้ตัว รู้ปฏิบัติ ทุกคนคงเข้าใจอยู่แล้วว่า มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ เพราะฉะนั้นอย่าไปผูกติด ลุ่มหลงอยู่ตรงนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว ตนก็ไม่เคยคิดที่จะอยู่ไปตลอดนานเท่านาน ทุกอย่างถือเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องทำ
นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนยังได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับพระองค์ท่าน ซึ่งตนได้ทูลกับพระองค์ท่านว่า คงต้องให้คำแนะนำกับประชาชนคนไทยให้หันกลับมาดูในเรื่องของศีลธรรม ซึ่งพระองค์ทรงรับสั่งถึงหน้าที่พลเมือง เรื่องศีลธรรม ซึ่งตนกล่าวถวายว่า วันนี้คนเราที่นับถือศาสนาพุทธ มีศีลธรรม แต่พอถึงเวลาก็ลืมหมด ขณะเดียวกันก็ได้กราบทูลด้วยว่า สิ่งที่รัฐบาลทำวันนี้คือทำอย่างไรให้สังคมไทย ข้าราชการใช้ศีลธรรมนำการทำงาน คือ หิริ โอตตัปปะ ความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป วันนี้หลายคนอาจจะลืม แต่ตนได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ถ้าทำอะไรผิดจะรู้สึกเกรงกลัว และละอาย ไม่รู้ว่าทุกวันนี้ยังมีอยู่หรือไม่ ดังนั้นเวลาที่จะพูด หรือทำอะไรออกมาถ้าไม่ใช่ ตนก็ไม่สามารถที่จะโกหก หรือบิดเบือนได้ เพราะละอายแก่ใจตัวเอง จะพูดจากเลวให้เป็นดีก็ไม่ได้ วันนี้ทุกคนต้องช่วยกันสร้างสังคมให้เข้มแข็ง
“วันนี้ปัญหาหลักของบ้านเรามีอยู่ 3 อย่าง ประกอบด้วย ประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม และการศึกษา ซึ่งต้องมีหลักคิด หลักการปฏิบัติให้ถูกต้อง ถึงจะคิดถูกเราจะต้องทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้น” นายกฯ กล่าว
